ตอนแรกก็มองเป็นน้องเป็นนุ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่อยากมองตอนนุ่งแล้ว
ตอนแรกก็มองเป็นน้องเป็นนุ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่อยากมองตอนนุ่งแล้ว
ก็นานแล้วที่พิลลาไม่ได้เลือดขึ้นหน้าถึงเพียงนี้ อย่างน้อยก็สามวันที่แล้ว จนกระทั่ง...
“แปดพัน!?”
“ครับ แปดพัน”
ผู้เป็นพี่พยายามสูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอด แล้วค่อยๆ ผ่อนออกเพื่อทำสมาธิ
หายใจเข้าพุทธ หายใจออก... “อยากตายเหรอ”
เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่พลั้งมือฉีกร่างของ ‘น้องชายแท้ๆ’ ออกเป็นชิ้นๆ หลังจากเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีนำข่าวร้ายมาแจ้งให้ทราบ หากไม่มีโต๊ะคอมพิวเตอร์ขวางอยู่ หญิงสาววัยเบญจเพสคงได้กระชากคอเสื้อไอ้ลูกหลงของพ่อและแม่เพื่อระบายอารมณ์ไปแล้ว
พิรภพเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาเพื่อน้อมรับความผิด
“เมื่อไรจะเลิกสร้างเรื่องให้ต้องเสียเงินเสียทอง ฮะ คิดว่าพ่อมึงเป็นสุลต่านหรือไง”
ใบหน้าละอ่อนเงยขึ้นมาสบตากับพี่สาวหน้าเต้าหู้ยี้ “พ่อตายแล้ว อย่าพาดพิงพ่อเลยครับ”
นิ้วถูกชี้ไปที่เด็กหนุ่มในชุดนักเรียน “ระวังตัวไว้ให้ดี เดี๋ยวจะได้ไปอยู่กับพ่อ”
“...ขอโทษครับ”
เจ้าของร้านถ่ายเอกสารใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีในการสลัดโทสะทิ้ง เอ่ยถามเข้าประเด็น “เรื่องโทรศัพท์ จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“ครับ ซื้อเครื่องใหม่ให้เขาแล้ว”
“ซ่อมไม่ได้?”
“โธ่พี่ มันจมน้ำ”
“ทำไมไม่ลงไปงม”
น้องชายอยากเถียงขาดใจว่าพี่สาวนั้นพูดเป็นลิเกไปได้ แต่ก็ไม่มีความกล้าพอจะเถียง ลำพังความผิดที่ติดตัวก็คิดว่าจะโดนยายเต้าหู้ยี้กินหัวไปอีกนาน
นัยน์ตาเรียวเล็กชั้นเดียวสีน้ำตาลเข้ม รับกับจมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบางสีระเรื่อโดยไม่ต้องพึ่งลิปสติก ใบหน้ารูปไข่ แก้มยุ้ยพอประมาณ ร้อยทั้งร้อยก็มองว่าผู้หญิงคนนี้น่ารัก แต่ใครเล่าจะรู้ อ้าปากทีมีแต่ความเถื่อน
ในบ้านเหลือกันอยู่สี่ชีวิต เสาหลักของครอบครัวคือพี่สาวคนนี้ และมีเขาที่ยังอยู่ในวัยเรียน คุณแม่วัยสี่สิบปลาย และคุณยายวัยชรา โดยที่ทุกคนล้วนให้เกียรติพี่สาวที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง พิลลาว่าอย่างไร คนอื่นต้องว่าเช่นนั้น ทั้งสามชีวิตเชื่อฟังยายเต้าหู้ยี้หัวร้อนกันทุกคน แต่เขามันวัยซุกซน จึงโดนเล่นงานอยู่บ่อยครั้ง
มารดาและคุณยายช่วยอะไรเขาจากเงื้อมมือมารหน้าหมวยไม่ได้ เพราะทุกคนก็กลัวเธอด้วยกันทั้งนั้น
พิลลาส่งสายตาคาดโทษไปยังน้องชายที่คลานตามกันมา “แล้วทำไมไม่มาบอกแต่แรก เอาเรไรไปขายเพื่อ?”
“ไม่ได้ขายครับ แค่จำนำ”
“พ่อจะลุกขึ้นจากหลุมมาบีบคอมึงเข้าสักวัน” มือบางคว้าขวดหงส์ไทยมาเปิด ก่อนจะสูดดมฟอดใหญ่ “ค่าไถ่แปดพันเป๊ะๆ นะ”
“ครับ แต่-”
คิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากัน “อะไรอีก ว้อย มีแต่เรื่อง”
“จริงๆ พี่เขาบอกว่าให้เวลาได้แค่เมื่อวานเป็นวันสุดท้าย แต่เมื่อวานพี่ต้องส่งค่ารถ ผมก็เลยไม่กล้าบอก”
“อ้าว งี้เรไรก็หลุดไปแล้วสิ”
“ไม่หรอกครับ ถ้าพี่เข้าไปคุยก็น่าจะคุยได้”
เส้นเลือดในสมองของเธอจะแตกตายอยู่แล้ว สามวันก่อนเด็กๆ ในโรงเรียนเตะลูกบอลมาโดนกระจกร้าน เมื่อวานจ่ายค่างวดรถยนต์จนกระเป๋าแห้ง วันนี้ยังมาถูกหวยรับประทานอีก มิหนำซ้ำน้องชายสุดที่รักยังหาเรื่องให้เสียเงินเกือบหมื่น แต่แม้จะโมโหมากขนาดไหนก็มีแต่ต้องยอมจ่าย เพราะเรไรคือของต่างหน้าพ่อที่เสียไปเมื่อสองปีที่แล้ว เธอจึงจำเป็นต้องไถ่ตัวเจ้านกกรงหัวจุกคืนมา
หญิงสาวยันปลายเท้าไปบนพื้น ลุกขึ้นยืนพร้อมคว้ากระเป๋าและกุญแจรถมาถือไว้ “เฝ้าร้าน ห้าโมงปิดแล้วกลับบ้าน อย่าเถลไถลที่ไหน”
“พี่จะไปพาเรไรกลับบ้านเหรอครับ”
“เออ แล้วอย่าทำกับมันเหมือนสิ่งของอีก ถ้าคิดว่ามันสำคัญก็ดูแลดีๆ”
“ครับ ขอโทษครับ”
ก่อนจะออกจากร้านยังมิวายหันมาหาตัวต้นเรื่อง “ต่อไปมีอะไรก็รีบมาบอก”
น้องชายตอบเสียงอ้อมแอ้ม “ก็กลัวพี่ด่า”
“เคยด่าหรือไง”
ถ้าต่อยเขาได้ คงต่อยไปแล้ว สีหน้าตอนเขามาสารภาพบาปก็บอกประมาณว่า ‘กูจะต้องเอาเลือดหัวไอ้เด็กเวรนี่ออกให้ได้’ แล้วยังมีหน้ามาถาม
พิลลาไม่อยู่ฟังคำตอบ ยื่นมือไปดันประตูให้เปิดออกแล้วพาตัวเองไปขึ้นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ต้องผ่อนอีกเกือบสองปีกว่าจะหมดเวรหมดกรรม ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าหากพิรภพสร้างเรื่องเช่นนี้บ่อยๆ ระหว่างผ่อนรถหมดกับเธอหมดลมหายใจ อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน
พิลลี่ หรือก็คือรถคู่ใจของเธอ มุ่งหน้าไปยังบ้านของเขา ผู้ชายหน้าดุที่เธอไม่เคยถูกชะตาด้วยเลย
จากร้านถ่ายเอกสารข้างโรงเรียนไปยังที่หมาย ซึ่งเปิดเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ให้พวกวัยรุ่นจับกลุ่มเล่นกันนั้น ใช้เวลาประมาณสิบนาทีเห็นจะได้ นอกจากเธอจะไม่ได้อยากมาเพราะมีแต่พวกผู้ชายแล้ว น้องชายที่ไม่ค่อยได้เรื่องก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้มา แต่เด็กสิบหก วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ห้ามอะไรก็ไม่ฟัง
ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหนถึงทำมือถือเพื่อนตกน้ำจนต้องซื้อให้ใหม่ และเด็กวัยนั้นก็ไม่มีเงินมากพอจะซื้อให้ เลยนำเจ้าเรไรไปจำนำกับเจ้าของโต๊ะสนุกเกอร์ ที่ก็มีงานอดิเรกคือการเลี้ยงนกกรงหัวจุกเพื่อแข่งขันชิงเงินรางวัล เธอไม่ทันสังเกตว่าเรไรหายไปจากที่บ้าน ถ้าพิรภพไม่มาสารภาพบาป เธอก็ลืมเสียสนิทใจ
โดยปกติแล้วเรไรจะอยู่ในส่วนหลังบ้าน ซึ่งบางวันเธอแทบไม่ได้เดินออกไปเลย และน้องชายก็รักนกตัวนี้มาก ใครจะไปคิดว่าจะยอมนำของต่างหน้าของพ่อไปจำนำได้ลงคอ
พิลลาจอดรถที่หน้าบ้านชั้นเดียวที่มีขนาดใหญ่ ทั้งๆ ที่เจ้าของบ้านก็อาศัยอยู่เพียงลำพัง โดยที่ด้านหลังเป็นที่ตั้งของโต๊ะสนุกเกอร์ ด้วยเหตุนั้นแล้วต่อให้เจ้าของบ้านจะมีเพียงเขาคนเดียว แต่บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยขาดคน
หญิงสาวเดินไปทางข้างบ้านเพื่อไปยังส่วนหลังบ้าน เสียงจอแจของเหล่าหนุ่มๆ ดังกระทบโสตประสาท แม้ไม่อยากไป แต่ก็มีความจำเป็นให้ต้องก้าวขาเพื่อไปในที่แห่งนั้นอยู่ดี
จนกระทั่งมาหยุดอยู่ในส่วนหลังบ้านของเขา ถึงได้รู้ว่าที่นี่มีโต๊ะสนุกเกอร์ถึงห้าโต๊ะ วัยรุ่นแถวนี้ไม่ต้องไปไหนกันเลย บ้านหลังนี้พร้อมรองรับ
การมาของสาวหมวยเรียกสายตาของผู้คนได้อย่างดี แม้คนสวยจะหน้าบึ้งมากก็ตาม แต่ในสายตาคนอื่น พิลลาก็ยังน่ามองอยู่ดี
“พี่เสือใหญ่อยู่ที่นี่ไหม”
สิ้นประโยคคำถาม ทุกสายตาก็เหลียวไปยังโต๊ะที่อยู่ด้านในสุด จุดกระทบของสายตานับสิบคือชายร่างใหญ่ที่เงยหน้ามาจ้องร่างบอบบางของหญิงสาวคนเดียว ณ ที่แห่งนี้ ควันสีขาวถูกพ่นออกก่อนมวนบุหรี่จะถูกปล่อยทิ้งลงพื้น ยกฝ่าเท้าเพื่อขยี้เชื้อไฟให้มอดสนิท โดยระหว่างนั้นนัยน์ตาคมไม่ละไปจากคนงามเลย
เหตุผลที่พัดพาพิลลาให้มาถึงที่นี่ เขาไม่คิดจะเสียเวลาคาดเดา
ขายาวก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงหน้าสาวสวย
ขยับปากเปล่งคำตอบด้วยสุ้มเสียงทุ้ม “อยู่”
ใบหน้านวลผินไปทางอื่น...ที่นี่มันบ่อนทำลายสุขภาพปอดชัดๆ
ก่อนจะผินหน้ากลับมาทางเดิม ความขึงขังยังคงฉายชัดอยู่บนหน้า ไม่สนสักนิดว่าตนกำลังตกเป็นรอง “เรไรอยู่ไหนคะ จีบมาพาเรไรกลับบ้าน”
สารินเพียงแค่นยิ้ม ยิ่งทำให้คนเลือดร้อนโมโหกว่าเดิม
“แปดพันใช่ไหมคะ เอาเลขบัญชีมาค่ะ เดี๋ยวโอนให้”
เมื่อเห็นว่าเจ้าของบ้านยังคงนิ่ง ไม่หือไม่อือกับคำพูดของตน แม้ว่าเธอจะเปิดแอปพิเคชันของธนาคารรอแล้ว คิ้วสวยได้รูปก็ยิ่งขมวดจนแทบจะผูกเป็นโบ
โดยปกติเธอก็ไม่ใช่พวกใจเย็นเสียด้วย เจอคนกวนตีนยิ่งแล้วใหญ่
“จะเอาไหมคะ แปดพันอะ”
“เอา”
ก็แค่นี้! ดึงเชิงอยู่ได้...“เลขบัญชีค่ะ”
“...”
“พี่-เสือ-ใหญ่” เธอไม่คิดปิดบังความขุ่นมัวของอารมณ์ “ขอเลขบัญชีด้วยค่ะ เป็นพร้อมเพย์ก็ได้ ที่โอนได้หมด เพราะจีบไม่มีเงินสด”
“พร้อมเพย์”
“ค่ะ”
“สาม” เธอตั้งท่าจะพิมพ์เลขไปตามคำบอกกล่าวของเขา แต่ก็ชะงักนิ้วอยู่ที่เดิม “ศูนย์ ศูนย์ ศูนย์ ศูนย์”
“คะ”
“สามหมื่น”
“หมายถึง?”
“โอนมาสามหมื่น”
พิลลาค้านหัวชนฝา “อย่ามั่วนะคะ พอใจมันบอกว่าจำนำไว้แค่แปดพัน เอาอะไรมาสามหมื่น”
“หลุดจำนำไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ”
สิ้นเสียงของเขา หญิงสาวก็อดจะแค่นหัวเราะไม่ได้ “วันเดียวดอกมันพุ่งไปขนาดนั้นเลยเรอะ”
“ดอกไม่ได้พุ่งหรอก แต่ราคาของเรไรมันพุ่งน่ะ”
“ยังไงคะ”
“วันนี้พี่ขายมันไปแล้ว สามหมื่น” คล้ายมีมวลเมฆขมุกขมัวก่อตัวอยู่บนหัว ก่อนสายฟ้าจะฟาดลงกลางกบาลคนฟัง “นกมันสวย ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ อ้อ ถ้าจะไถ่คืนบางทีสามหมื่นก็ไม่น่าพอ คนซื้อซื้อสามหมื่น ถ้าจะขาย คงไม่ขายราคาซื้อ อย่างต่ำก็สี่หมื่น ถ้าพี่เป็นคนคุยให้ก็คงได้คืนในราคานี้นี่แหละ”
สาวหมวยมองหน้าเจ้าของบ้านอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา คำด่าหลั่งไหลเข้ามาในหัวจนเลือกไม่ถูกว่าจะหยิบคำไหนมานิยามคนตรงหน้า และเธอก็หาเสียงตัวเองไม่เจอ ได้แต่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันอย่างคนโกรธจัด
“เอ้อ เกือบลืมทุนพี่อีกแปดพันเลย หักทุนพี่แล้ว จีบก็เอาเรไรคืนไป”
สารินฉีกยิ้มให้คนสวย เอียงคอมองพร้อมเอ่ยปากถาม
“ไง จะโอนเลยไหม จะได้บอกเบอร์”
พิลลาได้แต่กำหมัดแน่น ยิ่งเขายิ้ม เธอก็ยิ่งโมโห
“สี่หมื่นแปดนะ ไม่ใช่แปดพัน”
ไอ้หมอนี่วอนโดนกระทืบแล้วไหมล่ะ
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆
ในชาติก่อน นางได้ต่อสู้เพื่อประเทศชาติเป็นเวลาห้าปี แต่ความดีความชอบทางการทหารกลับถูกน้องหญิงยึดไป คู่หมั้นที่นางรักหมดใจนั้นกลับนิ่งเฉยและร่วมมือกับอีกฝ่ายผลักนางตกลงสู่ห้วงลึกจนต้องเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจในคืนที่หนาวเย็น หลังจากได้เกิดใหม่ นางสาบานว่าจะทำให้ทุกคนที่รังแกนางได้รับผลกรรมที่สาสม เมื่อเผชิญหน้ากับครอบครัวที่เสแสร้งและผู้ชายเจ้าชู้ นางยิ้มเยาะ : ความดีความชอบทางทหาร? รางวัล? คู่หมั้น? เอาไปให้หมด นางหันหลังกลับและคุกเข่าในงานเลี้ยงในวังอย่างน่าตกใจโดยชี้ตรงไปยังมุมมืดที่มีอ๋องอวี้นั่งอยู่บนรถเข็น“ขอฝ่าบาททรงโปรดพระราชทานการสมรสระหว่างหม่อมฉันกับอ๋องอวี้เพคะ” ทุกคนต่างตกตะลึง อ๋องอวี้เซียวจือ ขาทั้งสองข้างใช้การไม่ได้และมีนิสัยเย็นชา เป็นคนที่ทุกคนหลีกเลี่ยงเสมือนปีศาจที่มีชีวิต ทุกคนหัวเราะเยาะนางว่าคงบ้าไปแล้ว ถึงรนหาที่ตายเช่นนี้ แต่ไม่มีใครรู้ว่านางเห็นถึงความโดดเด่นและพลังที่ซ่อนอยู่ลึกในตัวชายคนนี้ นางช่วยให้เขาฟื้นฟูความแข็งแกร่งและรักษาขาที่เป็นพิการ เขาสัญญาว่าจะให้ชีวิตที่มั่นคงแก่นางและเป็นที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดให้นาง เมื่อน้องหญิงที่แอบอ้างนำความดีความชอบทางทหารของนางไปอวดความเก่งกล้า และแม่แท้ ๆ ยังคงใช้กลอุบายควบคุมชะตากรรมของนาง… นางและอ๋องอวี้ร่วมมือกันวางแผนอย่างรอบคอบทุกขั้นตอน เปิดโปงกลโกงและแสดงความกล้าหาญในสนามรบ! จนกระทั่งอ๋องอวี้ยืนขึ้นได้อีกครั้งและมีอำนาจครอบครองราชสำนัก จนกระทั่งนางแสดงตราประทับที่แท้จริงข และให้ทหารทั้งหลายยอมรับ ทุกคนเพิ่งรู้สึกตระหนักว่า คนที่พวกเขาเคยทิ้งไปไม่ต่างจากขยะนั้น ทั้งคู่ได้จับมือกันแล้วครองแผ่นดินไว้ด้วยแล้ว
เจียงหยวนชอบเสิ่นตู้มาเป็นเวลาสี่ปี แม้จะต้องเผชิญความรังเกียจจากตระกูลเจียง แต่เธอก็ยังเลือกยืนหยัดเคียงข้างเขา กระทั่งวันหนึ่ง เสิ่นตู้เพื่อพี่สาวของเขา ยอมยกให้เธอไปมีอะไรกับคนอื่น ในที่สุด เธอถึงได้เข้าใจว่าคนที่ไม่ใช่ยังไงก็คือไม่ใช่ ในเมื่อไม่ใช่คนที่ใช่ งั้นเธอยอมตัดทิ้งแล้วกัน เธอหันไปให้ความสำคัญกับการทำงานจนกลายเป็นนางแบบระดับโลก ทำให้คนทั้งโลกตะลึง ผู้ชายที่ทำร้ายเธอรู้สึกเสียใจ“หยวนหยวน โลกของฉันขาดเธอไม่ได้ กลับมานะ” ตลกสิ้นดี ผู้ชายมันจะเทียบกับอาชีพการงานได้ที่ไหน ! ** เจี่ยงเฉินโจว ผู้นำของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหรงเฉิง เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเป็นคนแสนเย็นชา แต่อยู่ลับหลังกลับเป็นคนคลั่งรัก เขาชอบความงามของเจียงหยวน เห็นเธอเป็นเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่น่ารักและเชื่อง ต่อมา บนพรมแดงท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์ ชายผู้ก้าวลงจากเวทีคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าสาธารณะ“ถึงแม้จะไม่มีฐานะอะไร ฉันก็ยินยอม”
ซ่งจิ่งถังรักฮั่วอวิ๋นเซินอย่างลึกซึ้งนานถึงสิบห้าปี แต่ในวันที่เธอคลอดลูกกลับตกอยู่ในอาการโคม่า ขณะที่ฮั่วอวิ๋นเซินกระซิบข้างหูเธออย่างอ่อนโยนว่า "ถังถัง อย่าฟื้นขึ้นมาอีกเลย สำหรับฉัน เธอไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว" ซ่งจิ่งถังเคยคิดว่าสามีของเธอเป็นคนอ่อนโยนและรักใคร่ตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเขามีแต่ความเกลียดชังและใช้ประโยชน์จากเธอเท่านั้น และลูกๆ ที่เธอเสี่ยงชีวิตให้กำเนิด กลับเรียกหญิงสาวคนอื่นว่า 'แม่' ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่อหน้าที่เตียงคนไข้ของเธอ เมื่อซ่งจิ่งถังฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอทำคือการตัดสินใจหย่าขาดอย่างเด็ดขาด! แต่หลังจากหย่าแล้ว ฮั่วอวิ๋นเซินจึงเริ่มตระหนักว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเต็มไปด้วยเงาของซ่งจิ่งถัง หญิงคนนี้กลายเป็นความเคยชินของเขา เมื่อพบกันอีกครั้ง ซ่งจิ่งถังปรากฏตัวในที่ประชุมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เธอเปล่งประกายจนทุกคนต้องหันมามอง หญิงคนนี้ที่เคยมีแต่เขาในใจ บัดนี้กลับไม่แม้แต่จะมองเขาอีก ฮั่วอวิ๋นเซินคิดว่าเธอแค่ยังโกรธอยู่ ถ้าเขาเอ่ยปากพูดนิดหน่อย ซ่งจิ่งถังจะต้องกลับไปหาเขาแน่นอน เพราะเธอรักเขาหมดหัวใจ แต่ต่อมา ในงานหมั้นของผู้นำคนใหม่ของตระกูลเพ่ย เขาเห็นซ่งจิ่งถังสวมชุดแต่งงานหรูหรา ยิ้มอย่างเปี่ยมสุขและกอดแน่นเพ่ยตู้พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ ฮั่วอวิ๋นเซินอิจฉาจนแทบคลั่ง เขาตาแดงก่ำและบีบแก้วจนแตก เลือดไหลไม่หยุด...
【สาวน้อยผู้มีความรักในใจกลายเป็นหญิงสาวที่มีสติปัญญา vs ซีอีโอผู้ตามรักอย่างบ้าคลั่ง】 ในปีที่ห้าของการแต่งงานแบบลับๆ ของเธอ เสิ่นจาวหนิงเห็นสามีของไปเปิดห้องที่โรงแรมกับรักแรกของเขากับตาตนเอง จากนั้นเธอเพิ่งรู้ว่าลี่เยี่ยนซิวแต่งงานกับเธอเพราะเธอดูคล้ายกับรักแรกของเขา เสิ่นจาวหนิงตายใจและหลอกให้ลี่เยี่ยนซิวเซ็นสัญญาหย่า หนึ่งเดือนต่อมา เธอประกาศต่อหน้าผู้คนว่า “ลี่เยี่ยนซิว ฉันไม่ต้องการคุณอีกแล้ว อให้คุณกับรักแรกของคุณจะอยู่ด้วยกันตลอดไป” ลี่เยี่ยนซิวกอดเธอพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “เสิ่นจาวหนิง คุณเป็นคนที่เข้ามาหาผมก่อน แล้วตอนนี้คุณจะทิ้งผมง่ายๆ ได้ยังไง?” ****** หลังจากที่เสิ่นจาวหนิงหย่า งานของเธอไปได้ดีขึ้นเรื่อยๆ บริษัทก็เตรียมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในงานเลี้ยงฉลอง ลี่เยี่ยนซิวก็เข้าร่วมด้วย เขามองอดีตภรรยาที่จับมือผู้ชายอื่นด้วยความหึงหวงอย่างแรง ขณะที่เสิ่นจาวหนิงเตรียมเปลี่ยนชุด เขาก็ตรงเข้ามาหาเธอในห้องลองเสื้อ “ผู้ชายคนนั้นดีขนาดนั้นเลยเหรอ?” เสิ่นจาวหนิงถึงสังเกตเห็นว่าลี่เยี่ยนซิวร้องไห้แล้ว น้ำตาของเขาตกลงบนกระดูกไหปลาร้าของเธอและมันรู้สึกร้อนๆ “เสิ่นจาวหนิง ผมเสียใจแล้ว เราคืนดีกันได้ไหม?”
เธอคิดว่าพวกเขาจะต่างคนต่างไปหลังจากการหย่าร้าง โดยเขาใช้ชีวิตของเขาเอง ส่วนเธอก็มีความสุขกับเธอไป-- แต่แล้ว... "ที่รัก ผมผิดไปแล้ว คุณกลับมาได้ไหม" ชายใจร้ายที่เคยหักหลังเธอสุดท้ายก็ก้มหัวที่หยิ่งผยองลง "เราคืนดีกันเถอะ ผมขอร้องล่ะ" ซูเชียนชือผลักดอกไม้ที่ชายคนนั้นมอบให้ออกไปอย่างเย็นชา และตอบอย่างใจเย็น "มันสายไปแล้ว"
เจ้าของร่างเดิมถูกท่านย่าตัวเอง ขายให้ชายพิการด้วยเงินเพียงห้าตำลึง จึงคิดสั้นไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทำให้วิญญาณของเซี่ยซือซือทะลุมิติมาเข้าร่างแทน ชีวิตในโลกนี้บิดามารดาล้วนตายไปแล้ว เหลือเพียงน้องสาวกับน้องชายร่างกายผอมแห้งหิวโซสองคน เธอต้องช่วยพวกเขาให้รอด ก่อนจะถูกคนชั่วพวกนี้ขายทิ้งไปแบบเธอ 1 : ทะลุมิติ แคว้นจ้าว หมู่บ้านตระกูลแซ่อวี่ ภายในบ้านสกุลเซี่ย “ท่านพี่รีบกินเร็วเข้า” เสียงเด็กเล็กดังก้องอยู่ข้างหูอย่างน่ารำคาญ ว่าแต่ฉันมีน้องชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน รู้สึกได้ถึงอะไรแข็ง ๆ มาแตะที่ริมฝีปาก ทว่ายังลืมตาไม่ขึ้น “ท่านพี่กินสิ ๆ” เซี่ยซือซือรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งศีรษะ พยายามที่จะเปิดดวงตาขึ้นมอง เจ้าของเสียงเล็ก ๆ ด้านข้าง “ท่านพี่ ๆ ท่านพี่อย่าตายนะ ลืมตาสิท่านพี่” “นังตัวดีออกมาเดี๋ยวนี้นะ !” เสียงเอะอะโวยวายดังหนวกหูเซี่ยซือซือเป็นอย่างมาก ปัง ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยซือซือลืมตาขึ้นจนได้ พลันสมองกลับมีเรื่องราวพรั่งพรูเข้ามาไม่ขาดสาย จนต้องกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด อ๊าก ! “พี่รอง !” เด็กน้อยเซี่ยซือหยางในวัยสามหนาวเรียกพี่สาวพร้อมเบะปากอยากร้องไห้ “ท่านพี่ !” เซี่ยซานซานทิ้งบานประตูที่ตัวเองดันไว้ หันกลับมาดูพี่สาวด้วยความตกใจ “ท่านพี่ ๆ ท่านเป็นอะไร อย่าทำให้พวกข้าตกใจสิท่านพี่ !” ผลัวะ ! มีคนถีบประตูบานเก่าผุพังเข้ามาภายในห้อง เด็กทั้งสองรีบเข้าไปขวางผู้บุกรุกไม่ให้ทำร้ายพี่สาว แม่เฒ่าเซี่ย เซี่ยจิ่วเม่ย หน้าตาแลดูดุร้าย ไม่ใช่หญิงชราใจดีแต่อย่างใด ด้านหลังของแม่เฒ่าเซี่ยยังมีลูกสะใภ้บ้านใหญ่ กับบ้านรองเดินตามมา ท่าทางดุดันเอาเรื่อง “ไอ้พวกบ้านสามตัวดี กล้าลักขโมยอาหารเอาไว้กินเอง ยังเห็นแม่เฒ่าอย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไม่ ไอ้พวกหมาป่าตาขาว ดูซิวันนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร” “ท่านย่าพวกข้าไม่ได้ขโมยนะ นี่เป็นหมั่นโถวของท่านพี่ ท่านพี่ไม่สบายข้าแค่เก็บไว้ให้ท่านพี่เท่านั้นเอง” เซี่ยซานซานยังเป็นเด็กหญิงวัยสิบหนาว แต่นางข่มความกลัวตอบโต้ผู้ใหญ่ในบ้านออกไป “หึ กฎบ้านก็มีบอกอยู่แล้วถ้าพลาดมื้ออาหารไปก็คืออด แต่พวกเจ้ากลับแหกกฎ แอบยักยอกอาหารเก็บไว้กินเอง ยังมีหน้ามาเถียงท่านแม่อีก ท่านแม่ท่านต้องลงโทษคนบ้านสามนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ตอนนั้นยวี่เฟยของข้านางได้พลาดมื้อเย็นไป ท่านก็ไม่ให้นางกินนะเจ้าคะ” สะใภ้บ้านรองนามว่าจงอี้ซิน ย้อนรำลึกถึงเรื่องลูกสาววัยแปดปีของตัวเองขึ้นมา “ดูเจ้าเด็กพวกนี้สิท่านแม่ กางแขนปกป้องพี่สาวตัวเอง ช่างน่าสมเพชไม่รู้จักสำเหนียกกำลังตัวเอง ถุย !” หลินพ่านเอ๋อสะใภ้บ้านใหญ่มองดูเด็กทั้งสองพร้อมถ่มน้ำลายใส่ตรงหน้า แม่เฒ่าเซี่ยมองลูกสะใภ้ทั้งสองสลับกันไปมา เดินตรงไปกระชากหมั่นโถวเย็นชืดแถมแข็งปานหิน ออกจากมือของเซี่ยซือหยาง “แง ๆ ๆ” เด็กน้อยถูกแย่งของกินของพี่สาวไป ถึงกับแผดเสียงร้องลั่น “เจ้าคนชั่ว ! เอามานะ ของท่านพี่ข้า” กำปั้นน้อย ๆ ทุบไปยังต้นขาของแม่เฒ่เซี่ย “เจ้าเด็กเนรคุณกล้าตีข้ารึ นี่นะ !” แม่เฒ่าเซี่ยเตะทีเดียวเซี่ยซือหยางก็กระเด็นไปติดกับผนังห้อง “น้องเล็ก !” เซี่ยซานซานรีบวิ่งไปอุ้มน้องชายขึ้นมากอดไว้ด้วยความตกใจ “ท่านย่า น้องเล็กยังเด็กไม่รู้ความ เหตุใดท่านถึงได้ใจร้ายเช่นนี้” “แง ๆ ๆ” เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยฟังแล้วน่าสงสารจับใจ ดวงตาที่ปิดไว้ก่อนหน้าของเซี่ยซือซือ ลืมขึ้นหลังจากค้นพบว่า ตัวเองได้ทะลุมิติมายังอดีตอันไกลโพ้นแล้วจริง ๆ หลังจากหลับตาลืมตาอยู่หลายหน เรียบเรียงความคิดที่ไหลเข้ามาไม่ยอมหยุด เมื่อค่อย ๆ จัดการกับมันได้ ความเจ็บปวดที่ศีรษะก่อนหน้าจึงบางเบาลง และมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเฉยชา ครบสูตรของการทะลุมิติจริง ๆ มีท่านย่าผู้ชั่วร้าย ขนาบข้างด้วยป้าสะใภ้เลวทั้งสอง ครั้นหันไปมองน้องสาวในวัยสิบขวบของตัวเองกับน้องชายตัวน้อย ทั้งตัวดำเมี่ยมเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเดือน ร่างกายผอมแห้งเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าเก่าขาดมีรอยปะชุนเต็มไปหมด เส้นผมแห้งกรังเหมือนไม่ผ่านน้ำมานาน ยกมือของตัวเองขึ้นมาดู ไม่ได้มีสภาพต่างกันแม้แต่น้อย ครั้นเงยหน้ามองป้าสะใภ้ใหญ่ร่างกายอวบอ้วนเต็มไปด้วยก้อนไขมัน ป้าสะใภ้รองแม้ไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอม ยิ่งแม่เฒ่าเซี่ยด้วยแล้ว ร่างกายบึกบึนเหมือนคนกินดูอยู่ดีมาตลอด “ท่านแม่ดูอาซือมองท่านสิเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่เห็นสายตาเย็นเยียบของคนที่นอนอยู่บนเตียงก็อดแปลกใจไม่ได้ ดูเยือกเย็นจนไม่น่าไว้ใจ “เจ้าอย่าคิดว่ากระโดดน้ำตายแล้วทุกอย่างจะจบนะอาซือ ข้ารับเงินคนบ้านถานมาแล้ว ถ้าเจ้าตายข้าจะให้อาซานไปแทนเจ้า” คำพูดของแม่เฒ่าเซี่ยทำให้ดวงตาของเซี่ยซือซือเบิกกว้าง ท่านย่าของนางขายนางให้คนบ้านถานในราคาแค่ห้าตำลึง เจ้าของร่างเดิมไม่อยากไปเป็นเมียคนพิการ เลยไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทว่าเธอที่มาจากยุคปัจจุบันกลับเข้ามาแทนที่เจ้าของร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมว่ายน้ำไม่เป็น จึงได้ขาดอากาศตายใต้น้ำ แต่เธอที่เข้ามาสวมร่างกลับพาร่างนี้ขึ้นมาจากน้ำได้ โชคชะตาคงเล่นตลกให้เธอกับเจ้าของร่างเดิมมีชื่อเดียวกัน “ท่านย่าอาซานยังเด็กนัก ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย” นานมากกว่าที่นางจะเอ่ยออกมา “มันอยู่ที่เจ้าอาซือ ข้าขอเตือนเอาไว้ อีกสองวันคนบ้านถานจะมารับตัวเจ้าแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องขึ้น ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งอาซานไปแทนเจ้า แล้วขายซือหยางทิ้งเสีย” แม่เฒ่าเซี่ยจ้องหน้าเซี่ยซือซือแบบอาฆาต เด็กนี่ก่อนหน้าดูอ่อนแอไร้ทางสู้ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูแปลกตาไปนัก “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านจะลงโทษคนบ้านสามเรื่องหมั่นโถวนี่อย่างไรเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่ยังไม่ยอมปล่อยสามพี่น้องไปง่าย ๆ “พรุ่งนี้งดอาหารบ้านสาม” แม่เฒ่าเซี่ยเอ่ยแล้วหันหลังเดินออกจากห้องของเด็กน้อยทั้งสามไป โดยมีสะใภ้ใหญ่เดินตามไปด้วย “พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม จำใส่หัวเอาไว้ดี ๆ ด้วยล่ะ” สะใภ้รองหมุนตัวตามหลังไปติด ๆ “ท่านพี่ต่อไปท่านอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ข้ากับน้องเล็กจะทำอย่างไร ถ้าท่านไม่อยู่” เซี่ยซานซานปล่อยเสียงร้องไห้ในทันที
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY