กฏของผมมีแค่ไม่กี่ข้อ 1.คุณต้องเปลือยเวลาเราอยู่ด้วยกันเสมอ 2.ผมต้องจูบคุณได้ตลอดเวลา 3.ถ้าคุณไม่เข้าใจหรือมีข้อแม้กรุณากลับไปอ่านข้อหนึ่งกับข้อสอง ผมไม่ชอบเซ้าซี้ แต่ชอบ...
กฏของผมมีแค่ไม่กี่ข้อ 1.คุณต้องเปลือยเวลาเราอยู่ด้วยกันเสมอ 2.ผมต้องจูบคุณได้ตลอดเวลา 3.ถ้าคุณไม่เข้าใจหรือมีข้อแม้กรุณากลับไปอ่านข้อหนึ่งกับข้อสอง ผมไม่ชอบเซ้าซี้ แต่ชอบ...
ความรู้สึกขณะเครื่องบินลำใหญ่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ยังคงทำให้เวียงพิงค์ที่เวลานี้เป็นหนึ่งในผู้โดยสารขาสั่นไม่หาย แม้นี่จะไม่ใช่การนั่งเครื่องบินครั้งแรกของเธอก็ตาม แต่ทว่าครั้งนี้กลับเป็นการนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศครั้งแรกของเธอก็ว่าได้
จุดหมายปลายทางที่ระบุไว้บนตั๋วโดยสารคือสนามบินเชเรเมียทเทวา กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย เมื่อก่อนนี้เธอไม่คิดไม่ฝันว่าจะบินไปต่างประเทศ แต่จู่ๆ กลับต้องบินเป็นครั้งแรกด้วยเหตุผลง่ายๆ คือเพื่อไปเที่ยวและเยี่ยมเพื่อนสนิท ที่มีแผนจะแต่งงานกับหนุ่มรัสเซียในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว
คิดถึงเรื่องนี้ บทสนทนาระหว่างเธอกับว่าที่เจ้าสาวในตอนนั้น ก็หวนเข้ามาในความคิดของเวียงพิงค์
“ฉันไปไม่ได้จริงๆ นะแก้ว”
“มาเถอะนะเวียงพิงค์ ถ้าไม่มีเธอเราก็ไม่มีเพื่อนเจ้าสาวที่สนิทและอยากให้มางานเลยสักคน ฉันขอร้องนะ” น้ำเสียงของแก้วกานต์ที่เอ่ยร้องขอมาตามสายนั้น ทำเอาคนฟังแทบอึกๆ อึกๆ ใช่ว่าเธอไม่อยากไป แค่ไม่พร้อมเรื่องเงินเท่านั้นเอง
“แต่ว่า...”
“เรื่องตั๋วเครื่องบิน เรื่องค่าเดินทางไม่ต้องห่วง เราออกให้เองขอแค่เวียงพิงค์ยอมมางานแต่งงานของเรา...นะ”
“ไม่ต้องหรอก”
“ไม่ต้องไม่ได้ เวียงพิงค์มาสวยๆ ก็พอ อ้อ...เตรียมชุดไทยมาด้วยนะ จะแบบประยุกต์หรือจัดเต็มมาก็ได้” ว่าที่เจ้าสาวรวบรัดแบบมัดมือชกไปเรียบร้อย
“ชุดไทยด้วยเหรอ”
“อื้อ...มันคือความฝันของเรา ว่าอยากใส่ชุดไทยในงานแต่งงาน แต่ตอนนี้คงไม่สะดวก เลยอยากให้เพื่อนเจ้าสาวใส่แทนนะ”
“แล้วแก้วมีเพื่อนเจ้าสาวกี่คน เราจะได้เป็นธุระเรื่องชุดไทยให้”
“ห้าคนรวมเวียงพิงค์ด้วย”
“โอเค เราจัดการให้ได้”
“ตอบแบบนี้ก็แสดงว่าเวียงพิงค์ยอมมางานแต่งงานเราใช่ไหม” ว่าที่เจ้าสาวถามย้ำอีกครั้ง
“จ้ะ”
“ขอบใจมากนะเวียงพิงค์”
เฮ้อออ
เพื่อนเจ้าสาวถอนหายใจออกมาหนักๆ นั่นเพราะแม้การเดินทางครั้งนี้แก้วกานต์จะออกค่าใช้จ่ายให้เธอเกือบหมด แต่การจากบ้านจากเมืองไปยังประเทศที่ไม่เคยคิดว่าจะไปก็กังวลไม่น้อย หวังว่าเจ็ดวันที่เธอใช้การลาพักร้อนบวกลากิจไป จะเป็นเจ็ดวันที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ
เวียงพิงค์นั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่นาน นั่นเพราะเก้าอี้ตัวที่เธอนั่งติดหน้าต่างจึงได้มองวิวสวยๆ อย่างไม่รู้เบื่อ แต่เพราะตื่นแต่เช้าเพื่อมาขึ้นเครื่อง นั่นทำให้เธอง่วงจนต้องเผลอหลับ ก่อนจะมารู้สึกตัวเหมือนมีอะไรมาบีบที่หน้าอก พอลืมตาขึ้นก็แทบจะหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
ดวงตากลมโตยิ่งโตขึ้นเมื่อเจ้าของรู้สึกตกใจ นั่นเพราะตอนนี้มีผู้ชายแก่หัวหงอกคนหนึ่งเข้ามานั่งบนเก้าอี้ข้างๆ เธอ ซึ่งก่อนหน้านี้มันว่างไม่มีผู้โดยสาร นอกจากมานั่งใกล้จนประชิดตัวแล้วผู้ชายคนนี้กลับลวนลามเธออีก เพราะตกใจทำให้เวียงพิงค์นั่งแข็งทื่อ ในขณะที่ชายแก่คนดังกล่าวกลับยิ่งได้ใจเพราะเห็นเธอไม่โวยวาย จึงขย้ำหน้าอกของเวียงพิงค์อีกครั้งอย่างไร้มารยาท
ผัวะ
เสียงต่อยปากดังผัวะเกิดขึ้นทันทีเช่นเดียวกัน แรงต่อยจากกำปั้นเล็กๆ ของเวียงพิงค์มันแรงมากพอที่จะทำให้ชายแก่คนนั้นหน้าหงาย บวกกับเลือดที่กลบปากก็ยิ่งทำให้เขาตื่นตกใจ ส่วนเวียงพิงค์เองก็ตกใจนั่นเพราะเธอไม่เคยทำแบบนี้กับใครมาก่อน แต่เพราะตอนนี้โกรธจนเหลืออดทำให้เธอไม่คิดจะออมแรงต่อยเลยแม้แต่น้อย
พอเห็นเลือดในมือคราวนี้ชายแก่ก็โวยวายดังลั่นห้องโดยสาร จนแอร์โฮสเตสรีบเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เวียงพิงค์ฟังบทสนทนาของชายแก่ไม่ออกว่าเขาพูดอะไร เพราะมันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ในขณะที่แอร์โฮสเตสที่อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง กำลังพยายามไกล่เกลี่ยเรื่องที่เกิดขึ้น
“ผู้โดยสารท่านนี้บอกว่าถูกคุณทำร้ายค่ะ” นี่คือประโยคที่แอร์โฮสเตสหันมาคุยกับเวียงพิงค์เป็นภาษาอังกฤษ
“ใช่ค่ะ...ฉันต่อยเขา”
“เธอตอบว่าอะไร” ชายแก่คนนั้นหันมาตะคอกถามเอาความจากแอร์โฮสเตส
“เธอยอมรับค่ะ”
“เห็นไหม เธอยอมรับว่าทำร้ายฉัน” ชายแก่ได้ทีเอ่ยปัดความผิดให้เวียงพิงค์ ยิ่งเขาโวยวายเสียงก็ยิ่งดัง นั่นทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เริ่มสนใจมากขึ้น
“แต่ที่ฉันต่อยเพราะฉันป้องกันตัว ผู้ชายคนนี้เข้ามาลวนลามฉันก่อน”
“จริงเหรอคะ”
“ผมเป็นพยานให้เธอได้ครับ ว่าเธอถูกลวนลามจริงๆ” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นทำให้ทั้งเวียงพิงค์และแอร์โฮสเตสหันไปมอง ก่อนจะเห็นว่าเป็นชายคนหนึ่งที่ตัวเขาสูงใหญ่มากทีเดียว แม้รูปร่างหน้าตาจะหล่อเหลาจนทำให้หัวใจของผู้หญิงหลายคนหวั่นไหวได้ แต่กลับไม่ใช่เวียงพิงค์นั่นเพราะผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่สเปคของเธอก็ว่าได้
“ขอบคุณค่ะ”
“เดี๋ยวดิฉันจัดการเรื่องนี้ให้ค่ะ ต้องขอโทษผู้โดยสารด้วยนะคะที่ดิฉันดูแลได้ไม่อย่างทั่วถึง” แอร์โฮสเตสเอ่ยขึ้น นั่นเพราะรู้สึกผิดจริงๆ ที่ปล่อยให้มีเหตุการณ์แบบนี้บนเที่ยวบินที่เธอดูแลอยู่
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“พวกคุณคุยอะไรกัน” ชายแก่ยังคงโวยวาย เพราะตอนนี้แทบไม่มีใครสนใจตัวเองเลย ก่อนที่แอร์โฮสเตสสาวสวยที่ทำอาชีพนี้มาหลายปีจะจัดการเขาขั้นเด็ดขาด แต่ชายแก่ก็ยังคงโวยวายไม่ยอมเลิก ชายหนุ่มร่างสูงที่ยื่นมือมาช่วยเวียงพิงค์จึงต้องส่งลูกน้องคนสนิทเข้าไปคุย และเพียงไม่นานชายคนนั้นถึงกับเงียบกริบ
สีหน้าบ่งบอกถึงความตระหนกได้อย่างเห็นได้ชัด และไม่กล้าสบตาชายคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เวียงพิงค์เลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะตอนนี้รู้แล้วว่าชายคนนั้นเป็นใคร
“ผมต้องขอโทษแทน...” คิริลล์หมายจะขอโทษแทนคนในประเทศของเขา ที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสมกับเธอ แต่กลับถูกเวียงพิงค์เอ่ยแทรกขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันต้องขอบคุณคุณด้วยซ้ำ ที่เป็นพยานให้”
“ไม่เป็นไรครับ”
“คุณพูดไทยได้ด้วยเหรอคะ”
“นิดหน่อย” คิริลล์ยิ้มมุมปากให้เวียงพิงค์ นั่นเพราะเขามาทำธุรกิจที่ไทยจึงพอจะพูดภาษาไทยได้บ้าง แต่ก็แค่เพียงคำง่ายๆ ไม่กี่คำเท่านั้น
ทั้งสองคนคุยกันแค่นั้น ก่อนที่จะแยกย้ายกลับที่นั่งของตัวเอง เวียงพิงค์นั่งกอดอกด้วยหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ นั่นเพราะไม่คิดว่าการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกจะถูกรับน้องขนาดนี้ โดยหารู้ไม่ว่าของจริงกำลังรอเธออยู่ต่างหาก
นับเวลาจากเครื่องขึ้นบินจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิกระทั่งเครื่องลงจอดที่สนามบินเชเรเมียทเทวา กรุงมอสโคว์ ก็กินเวลาราวๆ สิบชั่วโมง และคนที่มารับเวียงพิงค์ก็ไม่ใช่ใครอื่น
“เวียงพิงค์ทางนี้”
“แก้ว”
“ดีใจจังเลยที่ได้เจอ ขอบใจนะที่มา ขอบใจมาก” แก้วกานต์เอ่ยประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกดีใจที่เห็นเวียงพิงค์ถึงขนาดร้องไห้ นั่นเพราะหลังจากนี้เธอจะได้มีตัวตายตัวแทนเสียที
เธอคือ....นางโจร ส่วนเขาคือนายตำรวจ...มือหนึ่ง แต่พรหมลิขิตกลับชักพาให้นางโจรอย่างเธอปล้นความรักไปจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่าง...เขา +++++ “ผมบอกไปหรือยังว่าผมรักคุณ” “ยังค่ะ” มีนาเอ่ยตอบด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อคืนเหมือนเธอจะได้ยินเมฆาบอกรัก แต่มันก็แผ่วเบาเสียจนคิดว่าเธอคงฝันหรือไม่ก็เพ้อไปเองคนเดียว “โอเค...ผมรักคุณ” เมฆาบอกรักคนในอ้อมกอด มันคือคำว่ารักที่แสนเรียบง่ายแต่ทว่ากลับตราตรึงอยู่ในความรู้สึก ทั้งจากคนพูดและคนที่ได้ยิน เพราะหากไม่แน่ใจว่ารักเมฆาหรือจะพูดคำนี้ออกมา “ผู้ชายเขาบอกรักกันง่ายๆ แบบนี้เหรอคะ” “ใครบอกว่าง่าย เมื่อคืนกว่าผมจะบอกรักคุณมีนด้วยภาษากายได้ก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเชียวนะ” “ทะลึ่ง” มีนามองค้อนมาให้ นั่นเพราะรู้ความหมายที่เมฆาเอ่ยว่าคืออะไร “ผมพูดเรื่องจริง” “แต่ฉันเป็นโจรที่เคยยกเค้าบ้านคุณนะคะ ถูกแจ้งจับอีก แบบนี้คุณยังจะรักฉันอย่างนั้นเหรอ” “มีกฎหมายข้อไหน ห้ามไม่ให้ตำรวจรักกับโจรบ้าง” “ก็...” คนฟังแย้งไม่ออก “ผมว่าความรักมันไม่มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว รักก็คือรัก” “แต่เราต่างกันเกินไป ฉันคิดว่า...” “โลกนี้ไม่มีคำว่าต่าง ต่อให้มีเราก็ค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันก็ได้นี่ครับ ผมขอแค่โอกาส” “ฉัน...” “ผมรักคุณมีน ต่อให้จะนอนคิดนั่งคิดหรือตีลังกาคิดก็ยังรัก” เมฆาเอ่ยคำว่ารักให้คนในอ้อมกอดได้ยินและได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเขาอีกครั้ง “แล้วถ้าฉันปฏิเสธละคะ คุณจะว่ายังไง” “ผมคงเสียใจหนักมากแน่” เมฆาเสียใจจริงๆ แต่เขาคงไม่ถอดในจากเธอด้วยเรื่องแค่นี้แน่ แต่ทว่าคำพูดหลังจากนั้นของมีนากลับทำให้คนฟังยิ้มกว้างออกมา “แต่ฉันไม่อยากเห็นคุณเสียใจ” “งั้นก็รับรักผม ได้ไหม” “เฮ้อ! ไหนๆ ฉันก็ได้คุณแล้วก็คงต้องแมนๆ รับผิดชอบ ฉันรับรักคุณก็ได้อะ คุณจะได้ไม่ร้องไห้เสียใจเพราะฉัน” มีนาพูดติดตลก นั่นเพราะไม่อยากให้บรรยากาศตอนนี้อึดอัด คำพูดของเธอทำให้เมฆาถึงกับหัวเราะ ก่อนจะรั้งผ้าห่มขึ้นมาห่มคลุมโปงทั้งเธอและเขา แล้วเริ่มปฏิบัติการยืนยันว่าแท้จริงแล้วใครได้ใครกันแน่ และใครต้องรับผิดชอบใคร
‘เขาเป็นแวมไพร์ที่ปฏิเสธการดื่มเลือด แต่กลับไม่ปฏิเสธหากจะได้กลืนกินเธอ’ ------------ “วันนี้นายริทเป็นอะไร ดูเหม่อๆ” “นั่นนะสิ” คนงานอีกคนเห็นด้วย ก่อนจะหยุดการสนทนาใดๆ แล้วตัดดอกไม้ต่ออย่างขะมักเขม้น ส่วนคนที่พวกเขาเอ่ยถึงนั้น ตอนนี้ก็กำลังง่วนอยู่กับงานตรงหน้าเช่นเดียวกัน กระทั่งได้ดอกไม้ครบตามจำนวน เชโรมจึงเดินไปยังรถที่ตอนนี้มีดอกไม้แสนสวยอยู่ท้ายกระบะเต็มไปหมด แต่จังหวะนั้น สายตาของเชโรมกลับมองไปเห็นกระต่ายสีขาวที่เขาเลี้ยงไว้หลุดออกมาจากกรง จึงเดินไปอุ้มมันขึ้น ท่าทางเขาดูอ่อนโยนเสียจนมาศิตาที่ผ่านมาเห็น คิดว่าตัวเองตาฝาด จนต้องขยี้ตาแรงๆ สามสี่ครั้ง “ผู้ชายหน้าโหดกับกระต่ายสีขาว ดูยังไงก็ไม่เห็นจะเข้ากันสักนิด สงสัยจะเลี้ยงกระต่ายไว้กินแน่ๆ” “เลี้ยงไว้ดูจ้ะ นายริทชอบกระต่ายสีขาว ตรงนู่นเป็นกรงกระต่าย มีหลายสิบตัว” คนงานสาวคนหนึ่งเอ่ยแย้งให้ผู้เป็นเจ้านาย “ชีวิตดูมุ้งมิ้งกิงก่องแก้วขัดแย้งกับหน้าตาสุดๆ แวมไพร์ตนอื่นๆ มีแต่จะเลี้ยงกระต่ายไว้ดื่มเลือด นี่อะไร เลี้ยงไว้ดูเล่น โอ๊ย! พ่อมังสวิรัติ” มาศิตาบ่นคนเดียวอีกตามเคย ตามมาด้วยอีกประโยค “สอนแวมไพร์ให้ดื่มเลือด มันจะเหมือนสอนจระเข้ว่ายน้ำปะวะเนี่ย ของมันเป็น มันอยู่ในสายเลือด จะให้เรามาสอนเขาทำไม หืม” คนข้างๆ ที่เผลอได้ยินทั้งสองประโยคนี้เข้า กลับมีสีหน้างุนงงอย่างเห็นได้ชัด พอจะถามมาศิตาก็เดินตัวปลิวไปเสียแล้ว “ใครเป็นแวมไพร์หว่า หรือเราจะหูฝาดไป” คนงานสาวที่เพิ่งจะเอ่ยแก้ต่างเรื่องกระต่ายให้เชโรมไปเมื่อครู่ถึงกับคิ้วขมวด พูดกับตัวเองตามมาศิตาไปอีกคน ------------------ “แต่ศิตาไม่ยอมให้พี่ริทตายเด็ดขาด เพราะศิตารักพี่ริท” เอ่ยจบก็โน้มใบหน้าลงไปจูบเชโรม จูบที่ต่างฝ่ายต่างต้องการจากกันและกันมาโดยตลอด จูบที่ฝันว่าครั้งแรกมันต้องโรแมนติกและน่าจดจำ ไม่ใช่จูบที่ได้กลิ่นคาวเลือดจากริมฝีปากเขาเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด เลือด! ใช่…เลือด คำๆ นี้ทำให้มาศิตานึกอะไรขึ้นมาได้ เธอคือผู้พิทักษ์ เลือดของเธอแวมไพร์ที่ยืนจ้องอยู่ตรงนั้นยังต้องการ แล้วทำไมเธอถึงไม่ให้เชโรมชิงดื่มเลือดของเธอเสีย ไม่แน่ว่า หากเขาได้ดื่มเลือดมนุษย์จริงๆ เชโรมอาจมีพลังขึ้นมาก็เป็นได้ มาศิตาถอนจูบออก แล้วแสร้งโอบกอดเชโรม ก่อนจะกระซิบให้เขาฝังคมเขี้ยวลงไปบนลำคอเพื่อจะได้ดื่มเลือดเธอ แต่เหมือนเชโรมกลับส่ายหน้าปฏิเสธกับแผนนี้ กระทั่งมาศิตาชิงลงมือก่อน เธอกัดริมฝีปากตัวเองสุดแรงจนเลือดไหล แม้จะเจ็บแต่ก็ยอมทน จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงไปจูบเชโรมอีกครั้ง ทันทีที่ได้สัมผัสเลือดของผู้พิทักษ์ นั่นทำให้เลือดในกายของแวมไพร์หนุ่ม ผู้ที่ไม่เคยลิ้มรสชาติของเลือดใดๆ มาก่อน พลันพลุ่งพล่านราวกับเปลวไฟ “เจ้าทำอะไร” แดนเองก็ได้กลิ่นเลือดของมาศิตาเช่นเดียวกัน รวมทั้งจ้องมองความผิดปกติของเชโรมอย่างไม่กะพริบตา เลือดเพียงหนึ่งหยด กลับทำให้นัยน์ตาที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อนแปรเปลี่ยนมาเป็นสีแดงเพลิงในทันที ร่างกายที่เคยเจ็บปวดกลับค่อยๆ หาย และรู้สึกถึงพลังที่ไม่เคยสัมผัสได้มาก่อนวิ่งพล่านไปทั่วร่าง “แววตาแบบนั้น เจ้าเป็นใครกัน หรือว่า…”
จูบแรกก็เป็นของเขา จูบครั้งที่สอง สาม สี่ ก็ยังคงเป็นของเขา แบบนี้โสภิตาจะหนีจาก CEO หนุ่มที่เธอบังเอิญผ่านไปช่วยชีวิตเขาไว้ได้อย่างไร ++++++++++++++++ **โปรย 1 “เท่าที่ได้คุยกันฉันว่านายเชนคนนี้นิสัยก็ใช้ได้” “อึนๆ มึนๆ นี่เหรอใช้ได้” โสภิตาอยากจะบอกเหลือเกินว่าบางครั้งราเชนก็กวนตีนเธอ “อื้อ...นายเชนเขาให้ความพิเศษกับแกนะ ขนาดปลายังแกะก้างออกให้ นี่ถามจริงๆ แกไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ” “ก็...” โสภิตาอ้ำๆ อึ้งๆ เธอนั้นไม่มีประสบการณ์เรื่องความรัก เรียกได้ว่าชั่วโมงบินน้อยมากๆ ใครมาดีหรือมาร้ายบางครั้งก็มองไม่ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง อาศัยเพียงแค่สัญชาตญาณของตัวเองซึ่งบางครั้งมันอาจผิดพลาด “หรือคิดมากเรื่องฐานะที่นายเชนมีน้อยกว่าแก” “ไม่ใช่เรื่องนั้น ถามว่าฉันรู้สึกดีกับเขาไหมก็...อื้ม บางครั้งเวลาฉันอยู่กับเขาแล้วเหมือนตัวเองเป็นง่อย จากที่ทำอะไรได้เองก็เริ่มอยากให้เขาทำให้ อยากให้เขาช่วย” นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่โสภิตารู้ตัวเองดี “ไม่แปลกหรอก เพราะผู้หญิงเราต่อให้แข็งแกร่งยังไงลึกๆ ในหัวใจก็อยากมีใครสักคนมาดูแล” “แกก็เป็นเหรอ” “เป็นสิ บางครั้งฉันยังงอแงให้บอสจับแมลงสาบเลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเห็นตอนไหนฉันกระโดดกระทืบตอนนั้น” คำพูดของรติชาทำให้โสภิตาหัวเราะออกมาเพราะนึกภาพออกทันที เวลานั้นปิลันธน์คงทั้งกลัวทั้งอยากกำจัดให้คนรักส่วนรติชาก็คงหัวเราะชอบใจแน่ๆ “นึกว่าฉันเป็นอยู่คนเดียว” “แกนะเข้มแข็งมากนะหวาน เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นหัวหน้าคนงาน รับผิดชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย ที่ผ่านมาอาจเพราะแกยังไม่เจอใครที่สามารถฝากชีวิตเอาไว้ได้แกเลยไม่เปิดใจ แต่ถ้าตอนนี้แกเจอคนคนนั้นแล้วฉันแนะนำว่าแกควรฟังเสียงหัวใจของตัวเองให้มาก ว่าอยากอยู่แบบที่ผ่านๆ มาหรืออยากจับมือกับใครสักคนไปจนวันตาย” นั่นคือคำแนะนำจากใจของรติชาเพราะเธอเคยลังเลแบบนี้มาแล้ว หากเวลานั้นตัดสินใจผิดตอนนี้เธออาจโกนหัวบวชชีที่วัดป่าที่ไหนสักแห่ง “ฉันอยากจับมือใครสักคน” ++++++++++++++++ ***โปรย 2 “ฉันเกลียดที่สุดคือคนโกหก ที่ผ่านมาฉันรู้สึกดีกับนายเพราะเข้าใจมาตลอดมานั่นคือนาย แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายตรงหน้าเป็นใครกันแน่ นายจะโกหกอะไรฉันอีกไหม ฉันต้องโง่ไปอีกกี่ครั้ง” น้ำเสียงของโสภิตานั้นสั่นเครือ “ผมสัญญาว่าจะไม่โกหกอะไรคุณอีกแล้ว สาบานให้ตาย...” จังหวะที่ราเชนกำลังจะสาบานให้ตัวเองตาย โสภิตาก็ยกมือขึ้นมาปิดปากของเขาไว้เสียก่อน “ลองตายดูสิ ฉันจะลากตัวนายขึ้นมาแล้วสับๆ” ราเชนอึ้งกับประโยคที่ได้ยินก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อรู้ว่าโสภิตาไม่ยอมให้เขาตายง่ายๆ สินะ “โอเคๆ ผมไม่ตายแล้วก็ได้ ยกโทษให้ผมเถอะนะคุณหวาน ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” “นายนี่มัน ทำฉันทั้งสุขทั้งทุกข์เหมือนคนเป็นไบโพลาร์แบบนี้ได้ยังไง รับผิดชอบสติฉันมาเลย” “ถ้าผมรับผิดชอบจริงๆ คุณหวานจะตอบตกลงไหมครับ” “อื้อ” “จริงๆ นะ” ราเชนถามย้ำ ส่วนคนที่ตามความเจ้าเล่ห์ของเขาไม่ทันก็ไม่ได้เอะใจอะไรแม้แต่น้อยเช่นกัน “จะรับผิดชอบอะไรว่ามา” “แต่งงานกันไหม”
‘พรพระพาย’ คือสาวสวยวัยยังไม่แตะเลขสาม แต่ทว่าอาภัพเพราะต้องเป็นหม้ายถึงสองครั้ง แต่งงานครั้งแรกสามีเสียชีวิตตั้งแต่คืนส่งตัวเข้าหอ แต่งงานครั้งที่สอง (ว่าที่) สามีกลับไม่โผล่หน้ามางานแต่งงาน ‘กานต์’ คือชายหนุ่มหน้าโหดลุคเหมือนโจรป่า แต่ทว่าเขามาเพื่อทำลายกำแพงอันสูงลิ่วหวังพาคนที่รักให้หลุดพ้นคำว่า ‘หม้าย’ หากการแต่งงานครั้งที่สามเกิดขึ้น!! มันจะ…ล่ม! หรือจะ…รุ่ง! จะเป็นงานแต่งงานในฝันที่แสนจะโรแมนติก หรือจะวิวาห์เหาะเพื่อแก้เคล็ดล้างอาถรรพ์กันนะ
เขาคือพระเอกดาวค้างฟ้า เล่นละครเรื่องไหนเรตติ้งพุ่งแรงเสมอ ในขณะที่เธอก็เป็นแค่เอ็กตร้าในกองถ่าย ที่เอ๋อๆ เด๋อๆ เพราะไม่ได้เป็นแฟนคลับของเขาเธอจึงไม่ได้แสดงออกว่าปลื้ม แต่ยิ่งเธอเฉยเขายิ่งสนใจ กระทั่งมีเหตุการณ์ให้ทั้งคู่ได้ทำงานร่วมกัน จูบแรกของทั้งคู่เกิดขึ้นก็เพราะงาน แต่หัวใจของเธอกลับถูกริมฝีปากนุ่มและแสนร้ายกาจของพระเอกกระชากจนหลุดลอยและมันมักจะลอยไปหาเขาโดยที่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน ของขวัญวันเกิดปีนี้ของเธอก็ยังเป็นจูบจากเขา จูบที่ทำให้ใจสาวหวั่นไหวและยากจะต้านทาน หัวใจเธอถูกเขาไล่ต้อนจนมุม ทางเดียวที่จะรับมือคือพุ่งเข้าชนแล้วเอาหัวใจเป็นเดิมพัน
ถึงอาดิน เรารู้จักกันมาสิบกว่าปีแล้วนะคะ เป็นสิบปีที่มิลค์มีความสุขมาก ตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักจนถึงวันนี้ ไม่มีวันไหนที่มิลค์จะหยุดรักอาดินได้เลย นอกจากจะหยุดรักไม่ได้แล้ว ยังรักมากขึ้นๆ ทุกๆ วัน สิบปีมานี้มิลค์ได้บอกรักอาดินไปหลายครั้ง ทุกๆ ครั้งที่บอกไปมิลค์มีความสุขมากค่ะ ถึงแม้อาดินจะไม่ตอบรับมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่มิลค์ก็ยังพยายามต่อ เพราะหวังว่าสักวันอาดินจะหันมามองเห็นความรักที่มิลค์มีให้และรับมันไป แต่ว่า...มันคงไม่มีวันนั้นแล้วจริงๆ มิลค์ขอโทษนะคะที่เอาแต่ใจ ที่ตามกวนใจอาดิน หลังจากนี้เราคงไม่ได้เจอกันสักพัก มิลค์ขอให้อาดินเจอคนที่ใช่ คนที่อาดินรัก ส่วนมิลค์จะขอเฝ้ามองอาดินอยู่ห่างๆ แทน ลาก่อนค่ะ มิลค์
ลู่จื้อ อาศัยอยู่ในไต้หวัน เธอเป็นเจ้าของคาสิโนขนาดใหญ่ ที่ส่งต่อมาจากพ่อบุญธรรมที่รับเธอมาเลี้ยงจากบ้านเด็กกำพร้า เธอวางมือคืนอำนาจให้ญาติพี่น้องของพ่อบุญธรรม แต่พวกเขากลับตามฆ่าเธอ
หลังจากภรรยาของประธานฮั่วซื่อกรุ๊ปจากไป มีคนพบว่าเขากลายเป็นคนดี ไม่เจ้าชู้มากใจอีก ใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ด้วยกันกับลูกชาย จนกระทั่งวันหนึ่ง หมอประจำตระกูลที่เขาจ้างมาใหม่มาที่บ้าน “คุณฮั่ว ให้ฉันตรวจดูอาการให้คุณไหมคะ? ” คุณฮั่วมองด้วยใบหน้าที่เล่าลือว่ากลายเป็นคนดีแล้ว และสายตาคมกริบดั่งมีด หมอประจำตระกูลวิ่งหนีไปด้วยความตกใจอย่างรวดเร็ว สองเดือนต่อมา หมอประจำตระกูลเข้ามาครองใจคุณฮั่วได้สำเร็จ “คุณนายฮั่ว คุณทำยังไงให้คุณฮั่วเปิดใจ เดินออกมาจากความคิดถึงภรรยาที่ล่วงลับได้ยังไงเหรอครับ? ” “เฮอะ ๆ ง่ายมาก แต่งงานแล้วได้แถมสองไง! ” เจ้าสาวพูดอย่างไม่พอใจและจับมือเด็กน้อยที่หน้าตาถอดแบบเจ้าบ่าวสองคนออกมา!
ซูหลีพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาใจตระกูลซูมาตลอดห้าปี แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อคำใส่ร้ายของน้องสาวเพียงคำเดียว เรื่องที่ซูหลีเป็นคุณหนูปลอมก็ถูกเปิดเผย ทำให้คู่หมั้นทิ้งเธอ เพื่อนๆ ก็ห่างเหิน และพี่ชายขับไล่เธอออกจากบ้าน บอกให้เธอกลับไปหาพ่อแม่ชาวนาของเธอ ในที่สุดซูหลีก็สิ้นหวังและตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลซู ยึดความช่วยเหลือทุกอย่างคืนและไม่อดทนอีกต่อไป แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่าชาวนาที่พี่ชายพูดถึงนั้นกลับกลายเป็นตระกูลลั่วผู้มั่งคั่งที่สุดในประเทศ ในคืนเดียวเธอเปลี่ยนจากคุณหนูตัวปลอมที่ถูกทุกคนรังเกียจเป็นลูกสาวของมหาเศรษฐีที่มีพี่ชายสามคนที่รักเธอ พี่ชายคนโตที่เป็นผู้บริหารใหญ่“เลิกประชุม จองตั๋วเครื่องบินกลับประเทศ ฉันอยากดูสิว่าใครกล้าแกล้งน้องสาวฉัน” พี่ชายคนที่สองที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมระดับโลก“หยุดการวิจัย ฉันจะไปรับน้องสาวกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ” พี่ชายคนที่สามที่เป็นนักดนตรีระดับโลก “เลื่อนคอนเสิร์ต ไม่มีอะไรสำคัญเท่าน้องสาวของฉัน” จู่ๆ คนทั้งเมืองจิงก็ต้องตกใจช็อก ตระกูลซูเสียใจจนสุดขีด คู่หมั้นก็กลับมาขอคืนดี ผู้คนที่มาขอจีบเธอก็แห่กันมาถึงหน้าบ้าน ไม่ทันที่ซูหลีจะตอบสนอง ตระกูลชือซึ่งเป็นตระกูลสูงสุดในเมืองจิงและมีตำแหน่งสูงสุดในกองทัพเรือ ก็เสนอใบสมรสให้เธอ ทำให้เธอกลายเป็นคนดังในสังคมชั้นสูง!
หลังจากแต่งงานกันมาสามปี เวินเหลี่ยงก็ยังไม่เคยได้ความรักจากฟู่เจิ้งแต่อย่างใดเลย เมื่อรักแรกของเขากลับมา สิ่งที่รอเธออยู่คือหนังสือการหย่า "ถ้าฉันมีลูก คุณยังเลือกหย่าไหม?" เธออยากจับโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ แต่แล้วมีแต่คำตอบที่เย็นชาว่า "ใช่" เวินเหลี่ยงหลับตาและเลือกที่จะปล่อยมือ ...ต่อมาเธอนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความสิ้นหวังและลงนามในข้อตกลงการหย่า "ฟู่เจิ้ง เราไม่ได้เป็นหนี้กันอีกต่อไปแล้ว..." ชายที่มีความเด็ดขาดและเย็นชามาโดยตลอดนอนอยู่ข้างเตียงขอร้องให้อีกฝ่ายกลับมาด้วยเสียงแผ่วเบา "เหลียง ได้โปรดอย่าหย่าได้ไหม?"
หลังจากแต่งงานกันมาสองปี สามีของเธอไม่เคยเหยียบเข้าไปในบ้านและมองดู 'ภรรยาขี้เหร่' ของเขาเลย แถมเขาก็มีเรื่องอื้อฉาวกับดาราหน้าใหม่หลายคนทุกวัน ซูเหว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอตัดสินใจปล่อยเขาไป ต่อไปก็ต่างคนต่างไปเลย แต่เมื่อเธอเสนอเรื่องหย่า... ฟู่เหยียนอันพบว่านักออกแบบในบริษัทนั้นสะดุดตาเป็นพิเศษ เขาค่อยๆ ทำความรู้จักกับเธอเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเธอเข้า เขาเสียใจแล้ว
อดีตนักฆ่าสาวอันดับหนึ่ง ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมได้ทะลุมิติอยู่ในร่างสาวน้อยรูปโฉมอัปลักษณ์ ที่ทุกคนต่างสาปส่งและรังแกสารพัด!
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY