คงเป็นเพราะสวรรค์เมตตา ให้นางที่ตายไปแล้วด้วยน้ำมือคนที่รัก ได้ย้อนอดีตกลับมาเมื่อห้าปีก่อน ก่อนที่นางจะกลายเป็นสตรีที่โง่งมให้เขาหลอกลวงจนมีจุดจบที่น่าเวทนา มีหรือครานี้นางจะยอมเจ็บปวดเพราะเขาอีก...
คงเป็นเพราะสวรรค์เมตตา ให้นางที่ตายไปแล้วด้วยน้ำมือคนที่รัก ได้ย้อนอดีตกลับมาเมื่อห้าปีก่อน ก่อนที่นางจะกลายเป็นสตรีที่โง่งมให้เขาหลอกลวงจนมีจุดจบที่น่าเวทนา มีหรือครานี้นางจะยอมเจ็บปวดเพราะเขาอีก...
ณ จวนตระกูลกู้ จวนของตระกูลขุนนางที่มีรั้วสูงท่วมศีรษะ ภายในเรือนใหญ่ของผู้นำตระกูล ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งในลักษณะท่าทางกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นเรือน มือข้างหนึ่งของนางยันพื้นเอาไว้ มืออีกข้างถูกยกขึ้นมากุมหน้าอกเพราะความรู้สึกเจ็บปวด ด้านนอกเรือนมีร่างของสาวรับใช้คนสนิทที่เพิ่งจะสิ้นใจไปก่อนหน้า เพราะถูกลูกน้องของผู้ชายสารเลวตรงหน้าแทงด้วยมีดอันแหลมคม แม้แต่ตัวนางเองในยามนี้ก็คงไม่อาจจะมีชีวิตรอดไปได้แล้วเช่นกัน
“เพราะเหตุใด ท่านกับนางถึงได้ร่วมมือกันสังหารข้าได้ลงคอ ข้าคือภรรยาของท่านนะ กู้อี้เหวิน อ๊อก!!”
โลหิตสีดำกระเด็นออกมาจากริมฝีปากที่เคยงดงาม ยามนี้มันเริ่มเปลี่ยนสีเป็นม่วงคล้ำจนไม่น่ามอง สาเหตุมาจากยาพิษที่นางเพิ่งจะดื่มเข้าไป นัยน์ตากลมยามนี้แดงก่ำจ้องมองสามีอันเป็นที่รัก โอบกอดร่างบางของสหายสนิทของนางเอาไว้ในอ้อมอก ด้วยความเคียดแค้น
“โถๆๆ ซูเยว่ซิน เจ้าช่างเป็นสตรีที่น่าสงสารยิ่งนัก ไหนๆ เจ้าก็จะตายอยู่แล้ว ข้าจะเมตตาบอกความจริงทั้งหมดให้เจ้ารับรู้ก็แล้วกัน ข้ากับท่านพี่อี้เหวิน เรารักกันมานาน ก่อนที่เขาจะได้พบกับเจ้าเสียอีก แต่เป็นเจ้าที่โง่เอง คิดว่าเขารักเจ้าจริง จนยอมทำทุกอย่างให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ”
สตรีที่เคยเป็นสหายที่สนิท และหวังดีกับนางที่สุด ตั้งแต่ที่นางย้ายจากเมืองโหย่วถิง มาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ยามนี้ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ราวกับว่าไม่ใช่คนที่เคยรู้จักกันมาก่อน
ที่แท้รอยยิ้มและมิตรภาพก็แฝงไปด้วยคมมีด เหตุใดนางถึงไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน พี่ชายของนางต้องมาตายเพราะช่วยงานเขา บิดาของนางถูกโจรป่าสังหาร ทั้งๆ ที่เป็นแม่ทัพที่มีฝีมือ มารดาของนางต้องมาตรอมใจตายเพราะสูญเสียทั้งสามีและบุตรชายเพียงคนเดียวไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน พี่ชายของสามีต้องตายเพราะถูกลูกน้องของสามีลอบสังหาร โดยที่นางเองก็มีส่วนรู้เห็น
สาวรับใช้คนสนิทของนางต้องมาสิ้นใจตายไปอย่างทรมาน เพราะจับได้ว่าชายหญิงสารเลวลอบวางยาพิษนาง ยังไม่ทันได้บอกความจริงให้นางรับรู้ สาวรับใช้ของนางก็ถูกพวกคนชั่วสังหารนางจนสิ้นใจ เหตุใดนางถึงได้เป็นสตรีที่โง่งมได้ถึงเพียงนี้ ไปหลงเชื่อในคำว่ารักที่ผู้ชายสารเลวผู้นี้พูดออกมา จนมองไม่เห็นความจริงรอบๆ กาย
“ท่านพ่อของข้า เขามิได้ตายเพราะเงื้อมมือของพวกโจรป่าใช่หรือไม่” ซูเยว่ซินตัดสินใจเอ่ยถามออกมาแม้ภายในลำคอจะรู้สึกเจ็บปวดจากพิษที่นางได้รับเข้าไป
“แม่ทัพผู้องอาจ ฟาดฟันศัตรูมามากมายอย่างท่านพ่อของเจ้าน่ะหรือ จะพลาดท่าให้พวกโจรป่าพวกนั้นเอาง่ายๆ หากไม่ใช่เพราะท่านพี่อี้เหวินสั่งคนให้ไปลอบสังหารเขา อ้อ....ยังมีพี่ชายของเจ้าอีกคน เขาต้องตายไปก็เพราะความรักที่มีให้เจ้า เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะเจ้านะ ซินเอ๋อร์... เป็นเพราะเจ้าที่เกิดมาโง่งม หลงเชื่อในความรักของผู้อื่นจนมองไม่เห็นความรักของครอบครัว”
หลูเจียงหลี เล่าความจริงให้อดีตสหายสนิทฟังด้วยความสะใจ ที่ผ่านมานางนั้นต้องเสแสร้งแกล้งทำว่านางนั้นหวังดี กับสตรีที่เกิดมามีชะตาชีวิตที่สูงส่งน่าอิจฉา เป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนแม่ทัพ ต้องการสิ่งใดทั้งบิดามารดา และพี่ชายต่างสรรหามาให้ ทว่านางนั้นกลับมีชีวิตที่ต่างกัน นางก็เป็นเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาลำดับที่ห้าของตระกูลหลู มีบิดาก็เมินเฉย พี่สาวน้องสาวต่างมารดาก็แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน มีชีวิตอยู่ภายในจวนสุดแสนจะลำบาก
“เจ้าอย่าชิงชังพวกข้านักเลย หากอยากจะเอาความจากผู้ใด ก็ต้องโทษตัวเจ้าเองนั่นแหละ ที่มองไม่เห็นเองว่าผู้ใดนั้นรักเจ้าจริง” กู้อี้เหวินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ซูเยว่ซินตระหนักได้ในทันทีว่าชายสารเลวตรงหน้านี้กำลังเอ่ยถึงผู้ใด เป็นพี่ชายของเขา คุณชายใหญ่ตระกูลกู้ กู้มู่เฉินนั่นเอง ที่มีใจให้แก่นาง ทว่านางกลับไม่เคยมองเห็นถึงความรักของเขา ถ้าเช่นนั้นที่นางได้รับผลกรรมเยี่ยงนี้ก็คงถูกแล้วกระมัง เปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลงทว่าความแค้นภายในใจของซูเยว่ซินกลับร้อนแรงดังเปลวไฟ นางมิอาจปล่อยวางเรื่องชายหญิงสารเลวคู่นี้ได้
และก่อนที่นางจะได้ยินคำพูดของชายหญิงสารเลวตรงหน้าพูดออกมาอีกครา นางก็กระอักโลหิตออกมากองโต เพียงไม่นานนักร่างที่ยังนั่งอยู่บนพื้น ก็ล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นแทน นัยน์ตาแดงก่ำยังคงจ้องมองไปที่ชายหญิงทั้งสอง ที่ยามนี้ยืนมองมายังนางอย่างเย็นชา ไร้ความเมตตาสงสาร มองดูนางราวกับมองสัตว์ตัวหนึ่งที่กำลังจะตาย
แค้นนี้ถึงเยี่ยงไรก็ต้องได้รับการชำระ หากสวรรค์มีเมตตาโปรดช่วยให้ข้าได้หวนคืน ชาตินี้ตัวข้านั้นได้ทำความดีเอาไว้มากมาย นี่น่ะหรือคือผลตอบแทนของการเป็นคนดี หากจะถามถึงความผิด ก็มีเพียงความรักที่ทำให้ตัวข้าตามืดบอด ทำให้ข้าผิดต่อบิดามารดาและพี่ชาย และทำให้ข้าทำผิดต่อเขา เพียงเพื่อช่วยให้ชายชั่วผู้นั้นได้กลายเป็นผู้นำตระกูลตามที่ตั้งใจ จนถึงขั้นยอมทำเป็นมองไม่เห็นในยามที่เขาต้องถูกลอบสังหารจนสิ้นใจตาย
ราวกับสวรรค์ได้ยินคำคร่ำครวญของหญิงสาวที่มีชะตาชีวิตที่น่าเวทนา แสงสีขาวสว่างวาบเข้ามาภายในดวงจิตของผู้ที่กำลังจะสิ้นใจ พานางย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ยามที่นางยังไม่ได้พบกับชายหญิงสารเลว ย้อนกลับไปในยามที่นางได้ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบกับบิดาและพี่ชาย เสียงเหล็กดังปะทะกันจากการฝึกฝนวิชาดาบของเหล่าทหารกล้าดังสะท้อนมาปลุกนางให้ลืมตาตื่น
“ที่นี่คือที่ใด สวรรค์หรือว่านรก”
เสียงแหบหวานดังออกมาจากร่างของคุณหนูรองที่นอนอยู่บนเตียงไม้ภายในกระโจมของค่ายทหาร ทำให้สาวรับใช้ข้างกายที่ทำหน้าที่เฝ้าไข้นางอยู่ถึงกับสะดุ้งตื่น
“คุณหนูรอง...ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ บ่าวจะรีบออกไปตามนายท่านมาหาท่านนะเจ้าคะ”
ชิงหลวนรีบถามออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี เพราะคุณหนูรองเป็นไข้นอนไม่ได้สติมาสามวันสามคืนแล้ว นายท่านร้อนใจจึงออกไปตามหาท่านหมอเทวดาจากนอกค่ายทหาร เพื่อให้มารักษาอาการเจ็บไข้ของคุณหนู ยามนี้นายท่านเพิ่งจะกลับมา แต่ทว่ายังไม่พบกับท่านหมอเทวดาที่พวกทหารเล่าลือ
ซูเยว่ซินมองเห็นสาวรับใช้คนสนิทที่นางจำได้ว่าสิ้นใจไปแล้ว ก็รีบผุดลุกขึ้นนั่งแล้วคว้ามือของอีกฝ่ายที่กำลังจะจากไปเอาไว้
“ชิงหลวน!!! นี่เจ้าจริงๆ น่ะหรือ” พลันน้ำตาของนางก็หลั่งลงมา จนชิงหลวนเองก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก
“ข้าน้อยชิงหลวนเองเจ้าค่ะ คุณหนูรอง ท่านเป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ”
สาวรับใช้วัยสิบห้ารีบตอบคุณหนูรองวัยสิบสามออกมาด้วยน้ำเสียงตระหนกตกใจ พลันรีบเข้าไปดึงร่างเล็กมาสวมกอดเอาไว้อย่างระมัดระวัง
ซูเยว่ซินร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ นางไม่คิดเลยว่า นางจะได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ แท้จริงนางตายไปแล้วมิใช่หรอกหรือ ตายอย่างน่าอนาถท่ามกลางสายตาเย็นชา ไร้เมตตาของชายหญิงสารเลวคู่นั้น หรือแม้แต่ชิงหลวนเอง ก็ต้องตายเพราะช่วยเหลือนางเช่นกัน
“ชิงหลวน นี่พวกเราอยู่ที่ใดกันรึ” นางต้องการแน่ใจว่านางได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ หรือเพียงแค่ฝันไปจึงถามสาวรับใช้ออกมา
“ค่ายทหารชายแดนเมืองโหย่วถิงเจ้าค่ะ ก็คุณหนูติดตามนายท่านกับคุณชายใหญ่มายังค่ายทหารเมื่อหลายวันก่อน คุณหนูจำไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ”
คำตอบของชิงหลวนทำให้ซูเยว่ซินรับรู้ได้ในทันที ว่านี่หาใช่ความฝันไม่ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่นางติดตามบิดาและพี่ชายออกมายังค่ายทหาร แต่หลังจากนั้นอีกไม่นานนางก็เดินทางกลับจวนตระกูลซู เพราะนางร่างกายอ่อนแอ ถ้าเช่นนั้นนางก็ได้ย้อนเวลากลับมาในวัยสิบสามปี ย้อนกลับมาก่อนที่นางจะได้พบกับชายหญิงสารเลวคู่นั้น และย้อนกลับมาก่อนที่นางจะตายเพียงห้าปีเท่านั้น
จากนี้อีกสองปี ที่บิดาและพี่ชายของนางจะสู้รบชนะ และได้ย้ายกลับเข้าไปประจำการในเมืองหลวง นางยังมีเวลาอีกสองปีในการเตรียมการ ที่จะรับมือกับชายหญิงสารเลวคู่นั้น และตอบแทนชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียว ที่มีใจรักนางอย่างแท้จริง ชาตินี้นางจะช่วยชีวิตเขา และคอยผลักดันให้เขาได้เป็นผู้นำตระกูล หนทางแห่งความสุขของกู้อี้เหวินกับหลูเจียงหลี นางจะขัดขวางพวกมันทุกวิถีทาง
“ซินเอ๋อร์...เจ้าฟื้นแล้วรึลูกพ่อ” ท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยว่จงรีบเข้ามาในกระโจมพร้อมเอ่ยถามบุตรสาวที่นั่งอยู่บนเตียงไม้ด้วยความดีใจ
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกอกตัญญู ทำให้ท่านพ่อต้องเป็นกังวลแล้ว”
ซูเยว่ซินตอบพลางยิ้มจางๆ ออกมา น้ำตาคลอเบ้าตาทั้งสองข้าง นางไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้มาเห็นว่าท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่อีกครั้ง ท่านพ่อที่ต้องสิ้นชีพไปเพราะความโง่งมของนาง
“โถ่...พูดอันใดเยี่ยงนั้น เจ้าหายป่วยก็ดีแล้ว” ท่านแม่ทัพซูดึงร่างบอบบางของบุตรสาวเข้ามาในอ้อมกอดพลางกล่าวออกมาอย่างโล่งใจ ซูเยว่คงที่ได้ยินว่าน้องสาวฟื้นจากไข้แล้วก็รีบตามมาที่กระโจมของนางเช่นกัน
“ซินเอ๋อร์...เจ้าเป็นเยี่ยงไรบ้าง” เสียงของพี่ชายเรียกสายตาของซูเยว่ซินให้มองไปยังเขา
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ วัยเพียงสิบหกปีแต่ทว่ากลับมีร่างกายกำยำ เพราะออกกำลังอยู่ทุกวัน พี่ชายของนางในยามนี้ช่างดูมีความสุขยิ่งนัก อาจจะเป็นเพราะเขายังไม่ได้เข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจของผู้ใด ชาติก่อนเป็นเพราะนางเอง ที่เป็นฝ่ายดึงเขาเข้าไปในแผนการของชายชั่วผู้นั้น ได้ย้อนกลับมาครานี้นางจะไม่ยอมให้ผู้ใดต้องมาตายเพราะความโง่งมของนางอีก เพราะนางจะกลายเป็นซูเยว่ซินคนใหม่ คนที่พร้อมจะช่วงชิงเส้นทางแห่งความสุขของชายหญิงสารเลวคู่นั้นมาเป็นของนางเอง
“ข้ามิเป็นอันใดแล้วเจ้าค่ะพี่ใหญ่” ซูเยว่ซินตอบออกมา จากนั้นจึงส่งยิ้มจางๆ ให้แก่เขา
ทั้งบิดา พี่ชายและสาวรับใช้ต่างมองมายังนางด้วยแววตาโล่งใจ แต่ถึงกระนั้นท่านแม่ทัพซูก็ยังคงเรียกท่านหมอในค่ายทหาร ให้มาช่วยตรวจดูอาการบุตรสาวอีกครา ครั้นได้ยินว่านางไม่เป็นอันใดแล้วจริงๆ เขาจึงวางใจ
เช้าวันต่อมาท่านแม่ทัพซูสั่งให้บุตรสาวเดินทางกลับไปรักษาตัวต่อที่จวนตระกูลซู ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองโหย่วถิง ทว่านางกลับปฏิเสธ ซูเยว่ซินตั้งใจเอาไว้แล้วว่า การที่นางได้หวนกลับมาในครานี้ นางจะต้องมีวรยุทธ์ติดตัว เพื่อไม่ให้ตนเองอ่อนแอจนถูกคนรังแก และมิอาจปกป้องผู้คนที่รักนางได้
แม่ทัพซูครั้นถูกบุตรสาวออดอ้อนก็ใจอ่อน ยอมให้บุตรชายคอยช่วยฝึกวรยุทธ์ให้ผู้เป็นน้องสาว ทุกคราที่เขามีเวลา ซูเยว่คงรู้สึกยินดียิ่งนักที่น้องสาวของเขามีใจนึกอยากฝึกวรยุทธ์ขึ้นมา เพราะถ้าหากนางมีวรยุทธ์ติดตัว ต่อไปภายภาคหน้าก็จะสามารถปกป้องตัวนางเองได้ เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง หากนางต้องออกเรือนไปกับผู้ใด
ซูเยว่ซินเองก็มีเป้าหมายของนาง จึงไม่เคยล้มเลิกการฝึกวรยุทธ์ ถึงแม้บางวันนางจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยก็ตาม ซูเยว่คงเห็นน้องสาวมีความพยายาม มุมานะก็ไม่ย่อท้อในการสอนนางเช่นกัน ทุกคราที่เขากลับมาจากการลาดตระเวน เขาก็จะช่วยฝึกวรยุทธ์ให้กับน้องสาวทุกคราไป จนฝีมือของซูเยว่ซินค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากเดิม ผ่านมาไม่ถึงหนึ่งเดือน นางก็สามารถรับมือกับทหารยอดฝีมือของค่ายได้แล้ว
“คุณหนูรองช่างมีความสามารถยิ่งนักขอรับ มิอาจดูเบาในฝีมือของนางได้เลย สมแล้วที่เป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพ”
อู่จง กุนซือของแม่ทัพซูกล่าวออกมาอย่างชื่นชม ในขณะที่กำลังมองบุตรีของท่านแม่ทัพ ยืนอยู่กลางลานประลอง นายทหารคนแล้วคนเล่าที่เข้าไปประดาบกับนาง ต่างก็ต้องแพ้พ่ายให้แก่นางอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ทว่านายทหารทุกคนต่างก็ยืนยันว่า พวกเขาหาได้ยอมอ่อนข้อให้นาง เพียงเพราะเห็นว่านางเป็นบุตรีที่ท่านแม่ทัพหวงแหนไม่ แต่ทว่าพวกเขาพ่ายแพ้ให้แก่ฝีมือและสติปัญญาของนางอย่างแท้จริง
“ข้าดีใจที่เห็นนางแข็งแกร่งขึ้นไปทุกวัน นางต่างคุณหนูสกุลอื่นที่เอาแต่เล่น หรือสนใจแต่งานในเรือนหลัง สมแล้วที่นางมีเป็นสายเลือดของข้า หากวันหน้านางมิได้ออกเรือน ข้าก็ยินดีที่จะดูแลนางไปจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่”
ท่านกุนซือรู้ดีว่าท่านแม่ทัพรักบุตรีของเขามากเพียงใด เรื่องที่เขากล่าวออกมาในวันนี้ ย่อมเป็นจริงอย่างเช่นที่เขาว่า หากนางยากที่จะแต่งออกไป เขาก็คงจะยินดีดูแลบุตรสาวเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิตแน่นอน
เพราะความเมตตาจากสวรรค์ ทำให้นางผู้ซึ่งสิ้นอายุขัยในวันที่คลอดลูก ได้กลับมาเกิดใหม่ ในร่างของคุณหนูสามผู้โง่เขลา บุตรีของท่านเจ้าสำนักศึกษาตระกูลหลี่
นางแบบสาวไทยที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาโดยตลอด...จนวันหนึ่งได้พบกับเขา เขาที่เป็นพี่ชายสามีของน้องนางแบบที่เคยทำงานด้วยกัน ชีวิตของเธอก็ได้เปลี่ยนไป เพราะนอกจากถูกเขากวนใจแล้ว..เธอยังถูกเขากวนตัวอีกด้วย
เพราะความเข้าใจผิด ทำให้ต่างคนต่างก็แสดงท่าทีเย็นชาใส่กัน ทำให้ต่างคนต่างก็พลาดช่วงเวลาแห่งความสุขไป กว่าจะรู้ตัวว่าอีกฝ่ายมีความสำคัญในชีวิตของตนมากแค่ไหน อีกฝ่ายก็ได้จากไปตลอดกาลเสียแล้ว...
คำว่ารัก...ไม่ควรจำกัดไว้แค่คำว่าเพศ เพราะโลกใบนี้ไม่มีใครเลือกเกิดได้ แต่ทุกคนเลือกที่จะเป็นได้ เหมือนกับเขาสองคน ที่คิดว่า ความรักคือสิ่งที่สวยงามยิ่งกว่าสิ่งใด
ในชาติภพก่อนนางคือวีรสตรีของแผ่นดินสยาม ปกป้องบ้านเมืองจากข้าศึกศัตรูจนตัวตาย เกิดชาติภพใหม่ในยุคจีนโบราณ นางนั้นเติบโตขึ้นเป็นสตรีที่งดงามแต่ทว่าภายใต้ใบหน้าที่งดงามนั้นกลับมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
ฉินเซี่ยหรู คุณหนูใหญ่แห่งสกุลฉิน นางสิ้นอายุขัยจากการถูกสามีอย่าง หวงจิงอวี่ทำร้ายจิตใจด้วยการรับอนุเข้ามาอยู่ในจวนมากมาย เขามิเคยร่วมเตียงกับนางเลยสักครั้งจนอนุที่รับมานั้นตั้งครรภ์ อำนาจในการดูแลเรือนของนางจึงดูไร้ค่า เพราะแม่ของสามีก็ดูถูกที่นางมิสามารถมีทายาทสืบสกุลได้ นางจะมีได้เช่นไรกัน ในเมื่อสามีที่แต่งนางมานั้นมิเคยร่วมเตียงกับนางเลยสักครา จนนางตรอมใจและดับสูญไปในที่สุด ผู้ใดจะรู้เรื่องราวหลังจากนั้น ฉินเซี่ยหรูได้กลับชาติไปเกิดในร่างของหลานสาวขี้โรคของนาง แต่ทว่าการได้เกิดใหม่ในครั้งนี้ทำให้ร่างกายของหลานสาวนั้นกลับมาแข็งแรงราวปาฏิหารย์ สตรีที่เคยมีอายุยี่สิบสามปี แต่บัดนี้กลับกลายมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ นางตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่าในอนาคต นางจะมิยอมแต่งงานอีกต่างหาก แต่เมื่อได้พบเจอกับเขา นักปราชญ์หนุ่มที่เพิ่งย้ายมา นางจึงเปิดใจและอยากแต่งงาน นั่นเป็นเพราะเขาทำให้นางได้รู้จักความรักที่แท้จริง... ความรักที่ไม่เคยได้รับรักตอบจากชาติภพก่อน
กลางวันอ่อนหวาน กลางคืนร้อนแรง นี่คือคำที่ลู่เยียนจือใช้เพื่อบรรยายถึงเธอ แต่หานเวยบอกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ไม่ถึงครึ่งปี ลู่เยียนจือกลับไม่ลังเลที่จะขอหย่ากับสือเนี่ยน “แค่ปลอบใจเธอไปก่อน ครึ่งปีข้างหน้าเราค่อยแต่งงานใหม่” เขาคิดว่าสือเนี่ยนจะรออยู่ที่เดิมตลอด แต่เธอได้ตาสว่างแล้ว น้ำตาแห้งสนิท หัวใจสือเนี่ยนก็แตกสลายไปแล้วด้วย การหย่าปลอมๆ สุดท้ายกลายเป็นจริง ทำแท้งลูก เริ่มต้นชีวิตใหม่ สือเนี่ยนจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก แต่ลู่เยียนจือกลับเสียสติ ต่อมา ได้ยินว่าคุณชายลู่ผู้มีอิทธิพลนั้นก็อยู่นิ่งๆ ต่อไปไม่ได้ ขับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ไล่ตามเธออย่างบ้าคลั่ง เพียงเพื่อขอให้เธอเหลือบมองเขาอีกครั้ง...
คนเราบางครั้งก็หวนนึกขึ้นมาได้ว่าตายแล้วไปไหน ซึ่งเป็นคำถามที่ไร้คำตอบเพราะไม่มีใครสามารถมาตอบได้ว่าตายไปแล้วไปไหน หากจะรอคำตอบจากคนที่ตายไปแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาให้คำตอบที่กระจ่างชัด ชลดา หญิงสาวที่เลยวัยสาวมามากแล้วทำงานในโรงงานทอผ้าซึ่งตอนนี้เป็นเวลาพักเบรค ชลดาและเพื่อนๆก็มานั่งเมาท์มอยซอยเก้าที่โรงอาหารอันเป็นที่ประจำสำหรับพนักงานพักผ่อน เพื่อนของชลดาที่อยู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า "นี่พวกแกเวลาคนเราตายแล้วไปไหน" เอ๋ "ถามอะไรงี่เง่าเอ๋ ใครจะไปตอบได้วะไม่เคยตายสักหน่อย" พร "แกล่ะดารู้หรือเปล่าตายแล้วไปไหน" เอ๋ยังถามต่อ "จะไปรู้ได้ยังไง ขนาดพ่อแม่ของฉันตายไปแล้วยังไม่รู้เลยว่าพวกท่านไปอยู่ที่ไหนกัน เพราะท่านก็ไม่เคยมาบอกฉันสักคำ" "อืม เข้าใจนะแก แต่ก็อยากรู้อ่ะว่าตายแล้วคนเราจะไปไหนได้บ้าง" "อืม เอาไว้ฉันตายเมื่อไหร่ จะมาบอกนะว่าไปไหน" ชลดาตอบเพื่อนไม่จริงจังนักติดไปทางพูดเล่นเสียมากกว่า "ว๊าย ยัยดาพูดอะไร ตายเตยอะไรไม่เป็นมงคล ยัยเอ๋แกก็เลิกถามได้แล้ว บ้าไปกันใหญ่" พรหนึ่งในกลุ่มเพื่อนโวยวายขึ้นมาทันที แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากวันนั้นที่คุยกันที่โรงอาหารจะเป็นการคุยเล่นกันวันสุดท้ายของชลดา เพราะหลังจากเลิกงานกลับมาชลดาก็เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับหอพักด้วยสาเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันและมีการยิงกันเกิดขึ้นและชลดาคือผู้โชคร้ายที่ผ่านทางมาพอดี ท่ามกลางความเสียใจของเพื่อนๆ เอ๋ได้แต่หวังว่า ชลดาคงไม่มาบอกกับเธอจริงๆหรอกใช่ไหมว่าตายแล้วไปไหน
เจ้าของร่างเดิมถูกท่านย่าตัวเอง ขายให้ชายพิการด้วยเงินเพียงห้าตำลึง จึงคิดสั้นไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทำให้วิญญาณของเซี่ยซือซือทะลุมิติมาเข้าร่างแทน ชีวิตในโลกนี้บิดามารดาล้วนตายไปแล้ว เหลือเพียงน้องสาวกับน้องชายร่างกายผอมแห้งหิวโซสองคน เธอต้องช่วยพวกเขาให้รอด ก่อนจะถูกคนชั่วพวกนี้ขายทิ้งไปแบบเธอ 1 : ทะลุมิติ แคว้นจ้าว หมู่บ้านตระกูลแซ่อวี่ ภายในบ้านสกุลเซี่ย “ท่านพี่รีบกินเร็วเข้า” เสียงเด็กเล็กดังก้องอยู่ข้างหูอย่างน่ารำคาญ ว่าแต่ฉันมีน้องชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน รู้สึกได้ถึงอะไรแข็ง ๆ มาแตะที่ริมฝีปาก ทว่ายังลืมตาไม่ขึ้น “ท่านพี่กินสิ ๆ” เซี่ยซือซือรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งศีรษะ พยายามที่จะเปิดดวงตาขึ้นมอง เจ้าของเสียงเล็ก ๆ ด้านข้าง “ท่านพี่ ๆ ท่านพี่อย่าตายนะ ลืมตาสิท่านพี่” “นังตัวดีออกมาเดี๋ยวนี้นะ !” เสียงเอะอะโวยวายดังหนวกหูเซี่ยซือซือเป็นอย่างมาก ปัง ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยซือซือลืมตาขึ้นจนได้ พลันสมองกลับมีเรื่องราวพรั่งพรูเข้ามาไม่ขาดสาย จนต้องกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด อ๊าก ! “พี่รอง !” เด็กน้อยเซี่ยซือหยางในวัยสามหนาวเรียกพี่สาวพร้อมเบะปากอยากร้องไห้ “ท่านพี่ !” เซี่ยซานซานทิ้งบานประตูที่ตัวเองดันไว้ หันกลับมาดูพี่สาวด้วยความตกใจ “ท่านพี่ ๆ ท่านเป็นอะไร อย่าทำให้พวกข้าตกใจสิท่านพี่ !” ผลัวะ ! มีคนถีบประตูบานเก่าผุพังเข้ามาภายในห้อง เด็กทั้งสองรีบเข้าไปขวางผู้บุกรุกไม่ให้ทำร้ายพี่สาว แม่เฒ่าเซี่ย เซี่ยจิ่วเม่ย หน้าตาแลดูดุร้าย ไม่ใช่หญิงชราใจดีแต่อย่างใด ด้านหลังของแม่เฒ่าเซี่ยยังมีลูกสะใภ้บ้านใหญ่ กับบ้านรองเดินตามมา ท่าทางดุดันเอาเรื่อง “ไอ้พวกบ้านสามตัวดี กล้าลักขโมยอาหารเอาไว้กินเอง ยังเห็นแม่เฒ่าอย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไม่ ไอ้พวกหมาป่าตาขาว ดูซิวันนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร” “ท่านย่าพวกข้าไม่ได้ขโมยนะ นี่เป็นหมั่นโถวของท่านพี่ ท่านพี่ไม่สบายข้าแค่เก็บไว้ให้ท่านพี่เท่านั้นเอง” เซี่ยซานซานยังเป็นเด็กหญิงวัยสิบหนาว แต่นางข่มความกลัวตอบโต้ผู้ใหญ่ในบ้านออกไป “หึ กฎบ้านก็มีบอกอยู่แล้วถ้าพลาดมื้ออาหารไปก็คืออด แต่พวกเจ้ากลับแหกกฎ แอบยักยอกอาหารเก็บไว้กินเอง ยังมีหน้ามาเถียงท่านแม่อีก ท่านแม่ท่านต้องลงโทษคนบ้านสามนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ตอนนั้นยวี่เฟยของข้านางได้พลาดมื้อเย็นไป ท่านก็ไม่ให้นางกินนะเจ้าคะ” สะใภ้บ้านรองนามว่าจงอี้ซิน ย้อนรำลึกถึงเรื่องลูกสาววัยแปดปีของตัวเองขึ้นมา “ดูเจ้าเด็กพวกนี้สิท่านแม่ กางแขนปกป้องพี่สาวตัวเอง ช่างน่าสมเพชไม่รู้จักสำเหนียกกำลังตัวเอง ถุย !” หลินพ่านเอ๋อสะใภ้บ้านใหญ่มองดูเด็กทั้งสองพร้อมถ่มน้ำลายใส่ตรงหน้า แม่เฒ่าเซี่ยมองลูกสะใภ้ทั้งสองสลับกันไปมา เดินตรงไปกระชากหมั่นโถวเย็นชืดแถมแข็งปานหิน ออกจากมือของเซี่ยซือหยาง “แง ๆ ๆ” เด็กน้อยถูกแย่งของกินของพี่สาวไป ถึงกับแผดเสียงร้องลั่น “เจ้าคนชั่ว ! เอามานะ ของท่านพี่ข้า” กำปั้นน้อย ๆ ทุบไปยังต้นขาของแม่เฒ่เซี่ย “เจ้าเด็กเนรคุณกล้าตีข้ารึ นี่นะ !” แม่เฒ่าเซี่ยเตะทีเดียวเซี่ยซือหยางก็กระเด็นไปติดกับผนังห้อง “น้องเล็ก !” เซี่ยซานซานรีบวิ่งไปอุ้มน้องชายขึ้นมากอดไว้ด้วยความตกใจ “ท่านย่า น้องเล็กยังเด็กไม่รู้ความ เหตุใดท่านถึงได้ใจร้ายเช่นนี้” “แง ๆ ๆ” เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยฟังแล้วน่าสงสารจับใจ ดวงตาที่ปิดไว้ก่อนหน้าของเซี่ยซือซือ ลืมขึ้นหลังจากค้นพบว่า ตัวเองได้ทะลุมิติมายังอดีตอันไกลโพ้นแล้วจริง ๆ หลังจากหลับตาลืมตาอยู่หลายหน เรียบเรียงความคิดที่ไหลเข้ามาไม่ยอมหยุด เมื่อค่อย ๆ จัดการกับมันได้ ความเจ็บปวดที่ศีรษะก่อนหน้าจึงบางเบาลง และมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเฉยชา ครบสูตรของการทะลุมิติจริง ๆ มีท่านย่าผู้ชั่วร้าย ขนาบข้างด้วยป้าสะใภ้เลวทั้งสอง ครั้นหันไปมองน้องสาวในวัยสิบขวบของตัวเองกับน้องชายตัวน้อย ทั้งตัวดำเมี่ยมเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเดือน ร่างกายผอมแห้งเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าเก่าขาดมีรอยปะชุนเต็มไปหมด เส้นผมแห้งกรังเหมือนไม่ผ่านน้ำมานาน ยกมือของตัวเองขึ้นมาดู ไม่ได้มีสภาพต่างกันแม้แต่น้อย ครั้นเงยหน้ามองป้าสะใภ้ใหญ่ร่างกายอวบอ้วนเต็มไปด้วยก้อนไขมัน ป้าสะใภ้รองแม้ไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอม ยิ่งแม่เฒ่าเซี่ยด้วยแล้ว ร่างกายบึกบึนเหมือนคนกินดูอยู่ดีมาตลอด “ท่านแม่ดูอาซือมองท่านสิเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่เห็นสายตาเย็นเยียบของคนที่นอนอยู่บนเตียงก็อดแปลกใจไม่ได้ ดูเยือกเย็นจนไม่น่าไว้ใจ “เจ้าอย่าคิดว่ากระโดดน้ำตายแล้วทุกอย่างจะจบนะอาซือ ข้ารับเงินคนบ้านถานมาแล้ว ถ้าเจ้าตายข้าจะให้อาซานไปแทนเจ้า” คำพูดของแม่เฒ่าเซี่ยทำให้ดวงตาของเซี่ยซือซือเบิกกว้าง ท่านย่าของนางขายนางให้คนบ้านถานในราคาแค่ห้าตำลึง เจ้าของร่างเดิมไม่อยากไปเป็นเมียคนพิการ เลยไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทว่าเธอที่มาจากยุคปัจจุบันกลับเข้ามาแทนที่เจ้าของร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมว่ายน้ำไม่เป็น จึงได้ขาดอากาศตายใต้น้ำ แต่เธอที่เข้ามาสวมร่างกลับพาร่างนี้ขึ้นมาจากน้ำได้ โชคชะตาคงเล่นตลกให้เธอกับเจ้าของร่างเดิมมีชื่อเดียวกัน “ท่านย่าอาซานยังเด็กนัก ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย” นานมากกว่าที่นางจะเอ่ยออกมา “มันอยู่ที่เจ้าอาซือ ข้าขอเตือนเอาไว้ อีกสองวันคนบ้านถานจะมารับตัวเจ้าแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องขึ้น ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งอาซานไปแทนเจ้า แล้วขายซือหยางทิ้งเสีย” แม่เฒ่าเซี่ยจ้องหน้าเซี่ยซือซือแบบอาฆาต เด็กนี่ก่อนหน้าดูอ่อนแอไร้ทางสู้ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูแปลกตาไปนัก “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านจะลงโทษคนบ้านสามเรื่องหมั่นโถวนี่อย่างไรเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่ยังไม่ยอมปล่อยสามพี่น้องไปง่าย ๆ “พรุ่งนี้งดอาหารบ้านสาม” แม่เฒ่าเซี่ยเอ่ยแล้วหันหลังเดินออกจากห้องของเด็กน้อยทั้งสามไป โดยมีสะใภ้ใหญ่เดินตามไปด้วย “พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม จำใส่หัวเอาไว้ดี ๆ ด้วยล่ะ” สะใภ้รองหมุนตัวตามหลังไปติด ๆ “ท่านพี่ต่อไปท่านอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ข้ากับน้องเล็กจะทำอย่างไร ถ้าท่านไม่อยู่” เซี่ยซานซานปล่อยเสียงร้องไห้ในทันที
เมื่อผู้หญิงที่เพื่อนๆ ตั้งสมญานามว่าแม่ชีอย่างเธอจับพลัดจับผลูต้องมาเจอกับผู้ชายหน้านิ่งที่เอะอะกอด เอะอะจูบอย่างเขา อา…แล้วพ่อคุณก็ดันเป็นโรคนอนไม่หลับ จะต้องนอนกอดเธอเท่านั้นด้วย แบบนี้เธอจะเอาตัวรอดได้ยังไงล่ะ “ชอบอาหารเหนือไหม” “ชอบมากเลยคุณ ให้กินทุกวันยังได้เลย” “มากพอจะอยู่ที่นี่ไหม” “แค่กๆๆ” …………… …………………………………………………………………………………………………………………………. “คุณ! เอากระบอกไฟฉายออกไปวางที่อื่นก่อนได้ไหม มันดันหลังฉัน ฉันนอนไม่หลับ” คนที่ใกล้จะหลับบอกเสียงอู้อี้ “เอ้อ! ไม่มีนี่” เขาบอกเสียงอึกอัก “มันจะไม่มีได้ไง ก็มันดันหลังฉันอยู่เนี่ย” เธอมั่นใจว่ามีแน่ๆ ก็หลักฐานมันทนโท่ขนาดนี้ “อืม! นอนเถอะ ไม่มีหรอก” “จะไม่มีได้ไง ก็นี่ไง” คุณเธอยืนยันด้วยการคว้าหมับเข้าให้ พร้อมหันกลับมา หวังงัดหลักฐานที่อยู่ในมือมาพิสูจน์ให้ได้เห็นกันจะๆ คาตา แต่… ตึก ตึก ตึก อา…! ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คาตา แต่ยังคามือเธอด้วย เธออ้าปากตาค้างราวกับกำลังตกตะลึงสุดขีด ก่อนจะก้มมองไอ้ที่คิดว่าเป็นกระบอกไฟฉายในมือสลับกับเงยหน้ามองเขา จากนั้นก็… “กรี๊ด…!” เธอร้องลั่นพร้อมกับยื่นเท้าถีบออกไปสุดแรง ตุบ! คนไม่ทันตั้งตัวร่วงตุ้บลงไปบนพื้น ครั้นพอจะลุกขึ้น คุณเธอก็ตะโกนเสียงดังลั่นขึ้นมาอีก “หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะไอ้คนลามก คนเลว คุณมันทุเรศที่สุด คุณให้ฉันจับไอ้นั่นของคุณ มัน…อี๋…! เธอพูดพลางทำท่าขยะแขยง แล้วมาส่องกระบอกไฟฉายพ่อเลี้ยงพร้อมกันนะคะ
หลังจากแต่งงานกันมาสามปี เวินเหลี่ยงก็ยังไม่เคยได้ความรักจากฟู่เจิ้งแต่อย่างใดเลย เมื่อรักแรกของเขากลับมา สิ่งที่รอเธออยู่คือหนังสือการหย่า "ถ้าฉันมีลูก คุณยังเลือกหย่าไหม?" เธออยากจับโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ แต่แล้วมีแต่คำตอบที่เย็นชาว่า "ใช่" เวินเหลี่ยงหลับตาและเลือกที่จะปล่อยมือ ...ต่อมาเธอนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความสิ้นหวังและลงนามในข้อตกลงการหย่า "ฟู่เจิ้ง เราไม่ได้เป็นหนี้กันอีกต่อไปแล้ว..." ชายที่มีความเด็ดขาดและเย็นชามาโดยตลอดนอนอยู่ข้างเตียงขอร้องให้อีกฝ่ายกลับมาด้วยเสียงแผ่วเบา "เหลียง ได้โปรดอย่าหย่าได้ไหม?"
"คุณต้องการเจ้าสาว ส่วนฉันก็ต้องการเจ้าบ่าว ทำไมเราไม่แต่งงานกันล่ะ?" ภายใต้เสียงเยาะเย้ยของทุกคน ถังเลี่ยน ซึ่งถูกคู่หมั้นของเธอทอดทิ้งในพิธีแต่งงาน กลับแต่งงานกับเจ้าบ่าวพิการข้างบ้านที่ถูกรังเกียจ ถังเลี่ยนคิดว่าอวิ๋นเซินเป็นชายหนุ่มที่น่าสงสาร และเธอสาบานว่าจะให้ความรักใคร่แก่เขาและตามใจเขาหลังแต่งงาน ใครจะรู้ว่าเขาแกล้งเป็นแบบนั้น... ก่อนแต่งงาน อวิ๋นเซินว่า "เธอต้องสนใจเงินของผมถึงยอมแต่งงานกับผม ผมจะหย่ากับเธอหลังจากที่ผมใช้ประโยชน์เธอเสร็จ" หลังแต่งงาน อวิ๋นเซินว่า "ภรรยาของผมต้องการหย่าทุกวัน แต่ผมไม่อยากหย่า ทำอย่างไรดีล่ะ"
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY