เสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นไหม้ที่แผดเผาโสตประสาท ณิชาในชุดแต่งงานไทยประยุกต์ที่หรูหรา ยืนอยู่กลางห้องจัดเลี้ยงที่ควันไฟหนาทึบจนมองอะไรแทบไม่เห็น
แชนเดอเลียร์คริสตัลขนาดยักษ์บนเพดานแกว่งไปมาอย่างน่าหวาดเสียว เศษแก้วร้อนๆ ร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน
"พี่สรณ์!"
เธอตะโกนเรียกชื่อสามีที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่ถึงชั่วโมง เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
ท่ามกลางกลุ่มควันที่หนาทึบ เธอเห็นร่างสูงของสรณ์กำลังวิ่งไปทางประตูทางออก ความหวังวูบขึ้นในใจเธอ
แต่แล้วเสียงกรีดร้องอย่างอ่อนแอของไพลิน พี่สาวต่างแม่ ก็ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง
ฝีเท้าของสรณ์หยุดชะงักทันที
เขาหันหลังกลับอย่างไม่ลังเล วิ่งผ่านณิชาที่กำลังติดอยู่ตรงนั้นไป ราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ เขาวิ่งตรงไปยังไพลิน
"พี่สรณ์!" ณิชายื่นมือออกไปหวังจะคว้าชายเสื้อของเขาไว้ แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศที่ร้อนระอุ
สรณ์ช้อนตัวไพลินขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว เขาไม่แม้แต่จะหันมามองเธอสักนิดเดียว ก่อนจะวิ่งฝ่าเปลวไฟออกไป ทิ้งให้ณิชาอยู่เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี
ตูม!
คานไม้ที่ถูกไฟไหม้หล่นลงมาขวางทางหนีของเธอไว้พอดี ณิชาติดอยู่ในมุมอับโดยสมบูรณ์
ควันไฟที่แสบจมูกทะลักเข้าสู่ปอด ทำให้เธอหายใจไม่ออก ความสิ้นหวังและความเสียใจถาโถมเข้าใส่จนเธอหมดแรงที่จะดิ้นรน
ในขณะที่สติเริ่มเลือนราง ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชน มีชายร่างสูงคนหนึ่งถีบแผ่นไม้ที่ลุกเป็นไฟออกไป แล้วก้าวเข้ามาหาเธออย่างมั่นคง
เขาถอดเสื้อสูทสั่งตัดพิเศษของเขาออก เสื้อตัวนั้นมีกลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ เขาใช้มันห่อหุ้มร่างกายของเธอไว้อย่างแน่นหนา
ณิชาที่อยู่ในอาการกึ่งหมดสติ รู้สึกได้ถึงท่อนแขนที่แข็งแรงอุ้มเธอขึ้นอย่างมั่นคง เสียงหัวใจของเขาหนักแน่นและสงบอย่างน่าประหลาด
ชายคนนั้นหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางที่อันตรายทุกอย่าง เขาอุ้มเธอเดินออกจากทะเลเพลิงด้วยฝีเท้าที่เยือกเย็นและมั่นคง
ณิชาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะลืมตาขึ้น แต่เธอก็เห็นเพียงรอยแผลเป็นเล็กๆ บนสันกรามของเขาเท่านั้น ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบไป
ภาพตัดมาที่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ
ณิชาตื่นขึ้นมาท่ามกลางกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนจมูก ความเจ็บปวดจากแผลไฟไหม้ที่หน้าอกทำให้เธอต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ
ในห้องผู้ป่วยวีไอพีที่กว้างขวางไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเสียงเครื่องวัดคลื่นหัวใจที่ดังเป็นจังหวะอย่างเย็นชา
พรทิพย์ พยาบาลสาว เดินเข็นรถทำแผลเข้ามาในห้อง เธอวางถาดสแตนเลสลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง
"ขอน้ำหน่อยได้ไหมคะ" ณิชาเอ่ยขอด้วยเสียงที่แหบแห้ง
พรทิพย์ชำเลืองมองเธอด้วยหางตาแล้วเบ้ปาก เธอไม่สนใจคำขอของณิชาเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่เปลี่ยนผ้าพันแผล พรทิพย์ก็พึมพำเสียงเบา แต่ณิชาก็ยังได้ยินชัดเจน
"ใจร้ายใจดำจริงๆ แม้แต่พี่สาวแท้ๆ ก็ยังคิดจะเผาให้ตาย"
ณิชาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ การขยับตัวทำให้แผลที่หน้าอกเจ็บแปลบขึ้นมาจนเธอไอออกมาอย่างรุนแรง เธอไม่สามารถเปล่งเสียงโต้เถียงใดๆ ออกไปได้
เสียงรองเท้าส้นสูงดังกรุ๊งกริ๊งมาจากหน้าห้อง พร้อมกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่เสแสร้งของอนงค์ แม่เลี้ยงของเธอ
ณิชาฝืนความเจ็บปวดอย่างสุดกำลัง เธอเอื้อมมือไปดึงสายน้ำเกลือที่หลังมือออก เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาทันที
เธอเหยียบเท้าเปล่าลงบนพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ ค่อยๆ พยุงตัวที่อ่อนแรงเดินไปยังประตูห้องที่แง้มอยู่
ผ่านช่องว่างของประตู เธอเห็นเกษมสันต์ พ่อของเธอกำลังชี้หน้าด่าใครบางคนด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ
อนงค์ยกมือไหว้ท่วมหัว ร้องไห้ฟูมฟายกับตำรวจที่ยืนอยู่ตรงทางเดิน เธอกล่าวหาว่าณิชาเป็นคนวางเพลิงเพราะความอิจฉาริษยา
สรณ์ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่เพียงแต่ไม่ปฏิเสธ แต่ยังทำเหมือนเห็นด้วยกับคำกล่าวหาของอนงค์
ตำรวจหันไปถามสรณ์ว่าเขาเห็นณิชาวางเพลิงหรือไม่
สรณ์ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ตอนนั้น...ณิชาอารมณ์ไม่คงที่อย่างมากครับ"
หัวใจของณิชาเหมือนถูกค้อนหนักๆ ทุบลงมาอย่างแรง ความรักสิบปีที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องตลกที่น่าสมเพชในทันที
วินาทีที่เธอผลักประตูออกไป สายตาทุกคู่บนทางเดินก็พุ่งมาที่เธอราวกับคมมีด การตัดสินโทษได้สิ้นสุดลงแล้วก่อนที่เธอจะได้แก้ตัวเสียอีก
สรณ์แค่นเสียงหัวเราะ ท่าทางของเขาบ่งบอกว่าเขาคิดว่าณิชากำลังเล่นละครตบตา