เรื่องราวของการแก่งแย่งอำนาจและบัลลังก์ ทำให้ต้องโหดเหี้ยม หากแต่ท่ามกลางความโหดร้ายกลับมีไออุ่นจากความรักเช่นกัน
เรื่องราวของการแก่งแย่งอำนาจและบัลลังก์ ทำให้ต้องโหดเหี้ยม หากแต่ท่ามกลางความโหดร้ายกลับมีไออุ่นจากความรักเช่นกัน
"เจ้าเห็นหรือไม่เขาเป็นบุรุษแท้ๆ แต่กลับงดงามดุจภาพเขียนเทพเซียนของจิตรกรชื่อดัง"
"ใช่ๆ น่าเสียดายยิ่งนัก ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าคุณชายชุนหวงท่านนี้เก่งกาจทั้งศาสตร์และศิลป์ล้วนแต่เป็นที่ต้องการของผู้มีอำนาจเงินทอง"
"ก็แค่คำร่ำลืออย่างไรเสียชุนหวงคนนี้เป็นแค่นายคณิกาอยู่ในหอจันทร์ส่องเท่านั้น อย่าไปให้ราคาเลย"สามคนที่นั่งดื่มเหล้าเคล้าหญิงงามต่างถกเถียงกันเมื่อเห็นบุรุษในสุดขาวสะอาดตาไปทั้งตัว นั่งเล่นฉินอยู่ด้านหน้าเวทีที่ยกสูงขึ้นมาไม่มาก รอบบริเวณเต็มไปด้วยโต๊ะรายรอบเสียงอันไพเราะปนเศร้าบรรเลงเพลงล่องลอยไปทั่ว ไม่ว่าชั้นหนึ่งหรือชั้นสองที่ให้สำหรับพ่อค้าวาณิชและเหล่าผู้มีชื่อเสียงเงินทอง มีเบี้ยสูงลิ่วเพียงพอที่จะจ่ายในสถานที่นี้ได้
"ใยเจ้าถึงให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้เล่า หากไม่ชื่นชอบก็มิจำเป็นจะต้องเข้ามานั่งในสถานที่นี้ ท่านก็รู้ว่าคุณชายชุนหวงมีกำหนดเวลาที่จะออกมาบรรเลงฉินให้พวกเราฟัง"หนึ่งในนั้นถึงกับโมโหจนหน้าแดง ทั้งที่มาร่ำสุราด้วยกันกลับขัดแย้งกันเสียแล้ว เพียงเพราะชายหนุ่มที่งามล่มเมืองดูราวหยกเนื้อดี ใบหน้างดงามหมดจดผมดำขลับยาวสยายไปด้านหลังด้านบนมวยเกล้าเพียงครึ่งผูกด้วยผ้าสีขาว มิได้ใส่กวานเฉกเช่นบุรุษอื่น ทั่วตัวสิ่งที่เห็นมีราคาคงจะเป็นแค่หยกสีเขียวเนื้อดีห้อยข้างด้วยพู่สีครามเท่านั้น หากมีนางงามล่มเมืองในฉางอันนี้บุรุษที่งดงามยิ่งกว่าย่อมเป็นผู้ที่ดีดฉินอยู่เบื้องหน้านี่เอง จู่ๆ เสียงฉินที่บรรเลงก็เงียบหายไป เหล่านักร่ำสุรายามราตรีต้องชะงักจอกเหล้าที่กำลังเทเข้าปากหันมามองหน้ากันเลิกลัก
"หากไม่ชอบเสียงดนตรีที่ข้าบรรเลง เช่นนั้นข้าก็ขอตัว"น้ำเสียงกังวานแว่วหวานเยือกเย็นหลุดออกจากปากกระจับสีเรื่อ ชุนหวงขยับกายลุกขึ้นช้าๆ มือข้างหนึ่งอุ้มฉินขึ้นแนบอกก้มหัวลงเล็กน้อย เพียงให้รู้ว่าเคารพจากนั้นก็ถอยหลังหายลับไปกับฉากพับลายนกกระสา ทิ้งให้ผู้คนต่างถอนหายใจด้วยความเสียดายยิ่งเหล่าผู้คนเริ่มถกเถียงกันเองด้วยความโมโห
"เพราะท่านทีเดียวมีตาแต่ไม่รู้จักภูเขาไท่ ทำให้คุณชายชุนหวงถึงขั้นเลิกบรรเลงเพลง"หนึ่งในนั้นถึงขั้นหัวเสีย
"เฮ๊อะ!! "เขาก่นเสียงขึ้นจมูกแล้ววางเงินจำนวนหนึ่งก้วนลงบนโต๊ะโดยแรงแล้วจากไปปล่อยให้มีเสียงเซ็งแซ่ด้วยความไม่พอใจ แต่กลับไม่ได้ทำให้ผู้ที่มีนาม ‘ชุนหวง’ เดินวกกลับมาบรรเลงฉินต่อเลยแม้สักนิด ร้อนถึงแม่เล้าร่างอวบท้วมในสุดสีสดใสเดินเข้ามาพร้อมกับชายร่างกำยำสามสี่นายเพื่อคุมความสงบในหอจันทร์ส่อง
"ใจเย็นๆ ก่อนเถอะเจ้าค่ะคุณชายทั้งหลายวันนี้คนคงไม่สามารถบรรเลงฉินขับกล่อมได้แล้ว อย่างไรเสียข้ายังมีอี้จีที่งดงามบรรเลงฉินและพิณได้ไพเราะไม่ต่างกับชุนหวงเลยนะเจ้าคะ"ฉีเหนียงกวักมือเรียกสตรีร่างอรชรในชุดสีเขียวงดงามเดินกรีดกรายออกมา นางพยักหน้าให้กับคนรับใช้ยกเอาพิณมาวางไว้ให้จากนั้นก็บรรจงนั่งลงบนเก้าอี้ กรีดนิ้วบรรเลงพิณผู้คนในหอย่อมลดความโกรธเกรี้ยวลงในระดับหนึ่งจากนั้นไม่นานต่างก็เพลิดเพลินกับเสียงพิณและเสียงขับร้องจากผู้มาใหม่ นางถึงกับลูบอกตนเองด้วยเห็นว่าเรื่องเหล่านี้กำลังผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
"เกือบไปแล้วๆ เพราะเจ้าชุนหวงแท้ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเรียกแขกได้ละก็ ข้าจะขับไล่ออกไปเสียนานแล้ว"นางตวัดเสียงบ่นกับคนข้างกาย
"เอาน่ายังไงเราก็ได้จากมันเยอะแยะแล้วนี่นา"คาดว่าบุรุษที่เอ่ยปากท้วงคือสามีของนาง
"อย่างนี้จะคุ้มได้อย่างไรกันชื่อเสียงของหอข้ามิป่นปี้ไปแล้วหรือไร เล่นครึ่งๆ กลางๆ นึกจะหยุดก็หยุดไปเสียดื้อๆ หรือถือว่าตนเองเป็นที่นิยม "นางค้อนควัก
"ถ้าอย่างนั้นก็ไปพูดจากันให้รู้เรื่องเลยดีไหมหากมันยังไม่ทำตามกฎ ก็ขับไล่ไปให้พ้นหอนี่ซะ"ฉีเฮ่อเอ่ยปากดักคอผู้เป็นภรรยา ด้วยรู้ว่าสิ่งที่นางงกที่สุดก็คือเงิน ยิ่งชุนหวงเป็นตัวทำเงินให้กับสถานที่นี้ มีหรือนางจะยอมเสียไปโดยง่าย
"ให้แล้วก็แล้วไปเถอะ หากมีคราหน้ามีหรือข้าจะปล่อยปละให้เป็นเช่นนี้ได้อีก"นางโบกมือไปมา ฉีเฮ่อยิ้มอย่างรู้ทัน ชุนหวงเป็นคนที่เขาเก็บมาเลี้ยง เรื่องราวในกลับอดีตผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
.......................................................................
"นายท่านได้โปรดเถิดเจ้าค่ะมิต้องให้ข้าวให้น้ำอันใดแก่ข้า เพียงแค่รับเด็กคนนี้เอาไว้เลี้ยงดูจะให้เขาเป็นทาสหรือเป็นบ่าวรับใช้ ข้ามิขัดขอเพียงได้ให้เขามีชีวิตรอดเท่านั้น"นางที่อุ้มห่อผ้าแพรเนื้อดีสีเขียวด้านในยังมีเด็กน้อยอายุราวสี่ถึงห้าเดือนร้องอ้อแอ้ดิ้นไปมาอยู่ด้านใน กาลก่อนนั้น ฉีเฮ่อยังรุ่นหนุ่มเขาเองมีอาชีพเป็นเพียงผู้ดูแลความสงบหอจันทร์ส่องนี้ สตรีที่ดูขะมุกขะมอมไปทั้งเนื้อตัวยื่นมือที่เปื้อนดำส่งเด็กในอ้อมแขนส่งให้พร้อมกับห่อผ้าสีแดงหนักอึ้ง เขาตาโตเพราะพอจะเดาว่าสิ่งของด้านในคือสิ่งใด
"สิ่งนี้ข้ามอบให้แก่ท่าน สัญญากับข้าให้เด็กคนนี้จะได้ร่ำเรียนวิชา ทั้งดนตรีและหนังสือหากเขาอยากจะเรียนการต่อสู้ท่านจงสนับสนุน ของในห่อนี้ท่านกินจนวันตายก็ไม่มีวันหมด เจียดให้เขาได้ร่ำเรียนด้วยเถิด ส่วนพู่หยกนี้จงมอบแก่เขายามที่เขาเติบโตอายุสิบห้าแล้วได้หรือไม่"น้ำเสียงสั่นๆ ของสตรีผู้นี้เอื้อนเอ่ยพร้อมกับน้ำนองหน้ามอมแมม ตาบวมปูดจากการร่ำไห้จนแยกไม่ได้ว่าใบหน้าแท้จริงเป็นอย่างไร
"ได้หรือไม่"นางถามย้ำส่ายตาก็สอดส่ายราวกับกลัวผู้ใดพบเจอ ฉีเฮ่อยามนั้นละโมบโลภมากเมื่อเปิดพกห่อดูก็ถึงกับตาโต
"ได้ๆ ข้ารับปาก"เขาละล่ำละลักเอ่ยปาก
"ขอบใจท่านมากถ้าเช่นนั้นขอให้รับนายใบ้ผู้นี้ เขาชื่อหลี่เจี๋ย ให้เขาเป็นคนดูแลชุนหวงเถิด ท่านมิต้องมาดูแลด้วยตนเองปล่อยให้หลี่เจี๋ยเป็นผู้ดูแลได้หรือไม่"นางดันเด็กอายุประมาณสิบขวบหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลาออกมาด้านหน้า
"ได้ย่อมได้มิใช่เรื่องยาก"ฉีเฮ่อพยักหน้าส่ง
"ท่านอย่าคิดว่ารับปากแล้วจะทอดทิ้งชุนหวงกับหลี่เจี๋ยได้ ข้ายังมีคนคอยตามดูแลเขาอยู่ห่างๆ หากวันใดมีเรื่องเกิดขึ้นกับเด็กสองคนนี้ชีวิตท่านย่อมหามีไม่ เข้าใจหรือเปล่า"นางข่มขู่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
"นี่ๆๆ เจ้า...ข้าช่วยพวกเจ้าเอาไว้แล้วแท้ๆ กลับกล้าทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือคนเนรคุณ"เขาโวยวายเสียงดังยังไม่ทันที่จะเป็นจุดสนใจ จู่ๆ คอเขาก็รู้สึกเย็นเฉียบจากคมดาบที่ปรากฏขึ้นยามใดมิรู้เหงื่อกาฬถึงกับแตก
"รู้แล้วใช่ไหมว่าข้าพูดจริง จงดูแลเด็กสองคนนี้ให้ดีมิเช่นนั้นท่านจะไม่มีโอกาสได้ใช้ของเหล่านั้นอีกเลย"ว่าจบนางและคนที่เอาคมดาบจ่อคอหายไปในพริบตา ปล่อยให้เด็กชายในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลยืนอุ้มเด็กที่นอนอยู่ในห่อผ้า
"นี่ข้าคงมิใช่เรื่องหาเหาใส่ตนเองใช่หรือไม่"เขาบ่นกับตัวเองพลางมองเด็กสองคน
"เอาเถอะเรื่องมาถึงขนาดนี้จะให้ทิ้งไปก็ใช่ที่ มาสิเข้ามาข้าจะไปแจ้งนายหญิงเสียก่อน" ครั้งนั้นฉีเฮ่อยังไม่ได้ตกแต่งกับฉีเหนียง พอเขานำเงินทองเข้าไปให้พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่พบเจอมา นางก็ละโมบเอ่ยปากบอกให้ฉีเฮ่อตกแต่งนางเป็นภรรยา แล้วมาดูแลหอจันทร์ส่องนี่พร้อมกัน เขาคิดถ้วนถี่แล้วก็มิเสียหายอันใดจึงตกปากรับคำ ทั้งคู่เลี้ยงดูชุนหวงตามประสามิได้ให้ลำบากตรากตรำ แต่ก็มิได้สะดวกสบายเหมือนลูกหลานคนในตระกูล ทั้งยังส่งเสียเลี้ยงดูพอสมควร หลี่เจี๋ยที่กลายเป็นคนรับใช้และพี่เลี้ยงของชุนหวงเฝ้าทำทุกอย่างให้ไม่น้อย อีกทั้งห่อพกที่จิงฮัวหรือสตรีนางนั้นมอบให้ต่างหากเพื่อเลี้ยงดูชุนหวงก็มากโข หากแต่ที่นี่ย่อมปลอดภัยกว่าที่ใดดังคำที่ว่า 'อยู่ใต้จมูกย่อมปลอดภัยกว่า'
...............................................
"หลี่เจี๋ยข้าจะทนไม่ไหวแล้วนะ"ชุนหวงนั่งหน้าบึ้งกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ดวงตาสวยสดหงิกงอปากคว่ำภายในห้องหับมิดชิดกว้างขวาง นี่เป็นที่ส่วนตัวเฉพาะของชุนหวง คนที่จะเข้ามาในนี้ได้มีเพียงสองคนเท่านั้น แม้กระทั้งฉีเฮ่อและฉีเหนียงยังมิอาจล่วงล้ำโดยมิได้บอกกล่าว กลางห้องมีโต๊ะตั้งฉินเอาไว้มองดูก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า อีกทั้งยังมีไน่ยไน่ยที่ทำหน้าที่สาวใช้โดยผ่านการคัดเลือกจากหลี่เจี๋ยให้มาดูแลชุนหวง ม่านขาวพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างทั้งยังมีระเบียงไม้ด้านนอกให้ชุนหวงได้ออกไปเล่นฉินให้ผู้คนที่สัญจรได้มีโอกาสได้ฟังเป็นบางโอกาสในยามที่เขามีอารมณ์สุนทรี
"ใจเย็นก่อนเถิดขอรับ"
"ข้าอยากออกไปจากที่นี่เต็มทีแล้ว เจ้ารู้หรือไม่เหตุใดพวกเราจึงต้องมาทนอยู่ในสถานที่แบบนี้ทั้งที่เราสามารถออกไปอยู่กันเองได้"น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยถาม
"มันไม่ปลอดภัย ข้ามิใช่ว่าเล่าเรื่องทุกอย่างให้ท่านฟังแล้วหรือขอรับ"หลี่เจี๋ยปลอบนายของตน
"ข้าทนไม่ไหวแล้วนี่"น้ำเสียงลดอาการเกรี้ยวกราดลงเมื่อได้ฟังคำปลอบ หลี่เจี๋ยถอนใจเฮือกใหญ่ ยามเขาเติบโตมากขึ้นก็มีคนชุดดำมาสอนวิชาการต่อสู้ให้ หลังจากที่นายน้อยชุนหวงหลับสนิทแล้ว พอเขาเอ่ยปากให้ผู้คนเหล่านั้นสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับนายน้อยกลับมิได้รับการตอบสนอง คิดดูเอาเถิดสอนกันมาตั้งแต่เขาอายุสิบเอ็ดจนถึงเขาอายุยี่สิบเจ็ด ครึ่งคำก็มิหลุดออกจากปากคน เขาได้แต่ทำหน้าที่คุ้มกันนายน้อยชุนหวงและเรื่องที่เขาพูดได้ก็ยังคงเป็นความลับอยู่อย่างนั้น
"ข้าอึดอัด"
"ข้าน้อยเข้าใจ แต่เรื่องความปลอดภัยมันสำคัญกว่าเรื่องนี้ ขอท่านจงอดทนเมื่อถึงเวลาพวกเราจะจากไปทันที"
"แต่เรื่องมันผ่านมาสิบเจ็ดปีแล้วทุกอย่างย่อมถูกลืมเลือนใช่หรือไม่"
"กลุ่มคนเหล่านั้นย่อมมิปล่อยให้ท่านผ่านสายตา เห็นแก่พวกเราที่ปกปิดสถานะท่านมาจนถึงป่านนี้ อย่าทำให้มันสูญเปล่าเลยนะขอรับ"
"เฮ้อ! ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าให้ไน่ยไน่ยเตรียมน้ำเถอะ ข้าอยากอาบน้ำแล้ว"ชุนหวงเอ่ยปากลุกขึ้นยืน หลี่เจี๋ยเดินหายไปชั่วครู่ ก็กลับมาตามด้วย สาวใช้ในชุดผ้าฝ้ายสีขาวเดินเข้ามาย่อเข่าคาวรวะ
"นายน้อย"
"ไน่ยไน่ยน้ำร้อนได้ที่หรือยัง"ชุนหวงเอ่ยปากสองมือกางออกกว้าง ให้หลี่เจี๋ยกับไน่ยไน่ยช่วยกันปลดผ้าคลุมและชุดด้านนอกจนเหลือแค่กางเกงสีขาวบางตัวเดียว
"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะนายน้อย"ไน่ยไน่ยอดหน้าแดงทุกครั้งไม่ได้ที่เตรียมอาบน้ำให้ชุนหวง รูปร่างขาวนวลกระจ่างตามิได้อ่อนช้อยเหมือนเช่นสตรี หากแต่เอวบางคอดเรียวขาขาวเนียนยาวได้ส่วนนิ้วมือเรียวเหมาะแก่การอ่านและเล่นดนดรี งดงามไปเสียทั้งตัว เสียงกระเบื้องบนหลังคาดัง'กร๊อก' หลี่เจี๋ยรีบตวัดผ้าคลุมขาวผืนใหญ่มาห่มให้ชุนหวงเอาไว้ปิดบังเรือนร่าง สบตากับไน่ยไน่ยและกระโจนออกจากระเบียงเพื่อขึ้นไปบนหลังคา น่าเสียดายที่ไม่พบเจอสิ่งผิดปรกติใดๆ ชุนหวงถอนหายใจอีกครา ทำไมเขาถึงไม่มีวรยุทธเฉกเช่นคนอีกสองคนขนาดไน่ยไน่ยเป็นอิสตรียังเก่งกาจกว่าเขาเสียอีก
"นายน้อยท่านปลอดภัยหรือไม่"หลี่เจี๋ยกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมเอ่ยถาม
"จะให้ข้าเป็นอะไรได้พวกเจ้าสองคนออกจะหูไวตาไวปานนี้"
"อย่าได้ประมาทไป เมื่อครู่ย่อมมีคนมาสอดแนมเป็นแน่ แต่ไฉนเราสองคนถึงไม่รู้ตัว ฝีมือช่างเยี่ยมยุทธนักไม่รู้ว่าเป็นคนของฝ่ายไหน"หลี่เจี๋ยยังร้อนใจ
"ข้าจะลองออกไปสืบดูด้านนอก"ไน่ยไน่ยเอ่ยปาก
"ดีเช่นนั้นสืบมาข้าจะดูแลนายน้อยเอง"จากนั้นไน่ยไน่ยก็หายไปจากหน้าต่างอีกครั้ง
"ออกทางประตูกันไม่เป็นใช่หรือไม่"ชุนหวงทั้งแง่งอนทั้งอิจฉา ลองให้มาแข่งกันเรื่องเกี่ยวกับดนตรีสิมีหรือเขาจะสู้ไม่ได้ แต่เรื่องวรยุทธกลับมิเทียบเท่า แม้แต่เรี่ยวแรงปืนป่ายยังไม่ค่อยมีคิดแล้วก็ให้ท้อแท้กับความอ่อนแอของตนเองไม่น้อย
"มีพวกเราท่านจะกลัวอะไรขอรับ การฝึกแบบนี้มิใช่เรื่องน่าสนุกเป็นท่านเองที่จะทานมิไหว"
"นี่เจ้าลืมไปแล้วหรือไรว่าข้าเป็นบุรุษเช่นเดียวกับท่าน"หลี่เจี๋ยกวาดตามองไปทั่วตัวนายน้อยของตนเองพลางนึกในใจ 'เป็นบุรุษแต่กลับงามล่มเมืองยิ่งกว่าสาวงามเสียอีกแล้วอย่างนี้จะให้วางใจได้อย่างไรกันเล่า'
"ขอรับๆ ไม่ลืมขอรับท่านอาบน้ำเถิดน้ำเริ่มจะเย็นแล้ว"
"ฝ่าบาท!!ทรงช่วยกระหม่อมด้วยเถอะพะย่ะค่ะ" "เกิดเรื่องร้ายแรงอันใดท่านเซียนเมฆา ที่นี่คือห้องประชุมท่านโปรดรักษากิริยา" "โธ่! ได้โปรดตักเตือนท่านอี๋ซูด้วยเถอะพะย่ะค่ะ เมฆฝนที่กระหม่อมกำลังรวบรวมเอาไว้เพื่อที่เย็นนี้จะต้องทำให้ตกที่โลกมนุษย์บัดนี้ถูกเขาเรียกลมมาปัดเป่าจนกระจัดกระจายหายไปหมดสิ้นแล้ว" "อี๋ซู!!!"เสียงเรียกปานฟ้าผ่ามิได้ทำให้คนผู้นั้นตกใจหรือหวาดกลัว กลับยกสองมือประสานกันหลังศีรษะตนเอง แลบลิ้นปลิ้นตาให้ผู้ที่นั่งอยู่บนตั่งเหนือเซียนอาวุโสทั้งหลายที่กำลังหารือกันเคร่งเครียด แล้วผิวปากเดินจากไป ปล่อยให้เจ้าเหนือภพยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองส่ายหน้าไปมา "ท่านเซียนเมฆาเราต้องขอโทษแทนอี๋ซูด้วย หากท่านเริ่มรวบรวมเมฆฝนก้อนใหม่อีกครั้งตอนนี้คงทันเวลาฝนที่ต้องตกลงไปยังโลกมุนษย์ ส่วนอี๋ซูนั้นเราจะตักเตือนเขาเอง อย่างไรท่านก็รีบไปเถิด"หลิงไท่ยามเอ่ยปากน้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล เหล่าเซียนเฒ่าทั้งหลายหันหน้ามองไปยังด้านนอกบ้าง ด้านในบ้าง มิสบตากับเจ้าเหนือภพในสมองกลับคิดว่า ท่านเหนือภพมีรึจะกล้าตำหนิติเตียนอี๋ซูผู้นั้น ยังมิทันจะเกินก้านธูปดีเสียงเหล่าเซียนทั้งชายหญิงก็ระเบ็งเซ็งแซ่ ต่างเรียกขานชื่ออี๋ซู!!มิขาดปาก ทุกคนที่ได้ยินถึงกับก้มหน้าปลงกับความซุกซน หนำซ้ำสายตายังเหลือบแลไปยังผู้มีอำนาจสูงสุด ไม่รู้จะกล่าววาจาเช่นไรกับสองคนนี้ดี ด้วยรู้ๆกันอยู่ว่าท่านเหนือภพทั้งรักและตามใจผู้มีนามว่าอี๋ซูมากมายเพียงใด ดุเพียงแค่ปากหากซักแปะยังไม่แตะต้องผิวกายให้ระคายเคือง "ฝ่าบาท..ฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงช่วยพวกเราด้วยท่านอี๋ซูเค้า...." "อี๋ซู!!!!เจ้ากลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ อย่าให้เราได้ต้องลงมือไปลากเจ้ากลับมาได้ยินหรือไม่ อี๋ซู!!!"บัดนี้ท่านเหนือภพจากผู้ที่เพียบพร้อมทั้งกายและกริยา กลับโหวกเหวกโวยวายไม่แพ้ผู้ใด แถมยังทำท่าเหมือนวิ่งไล่จับคนผู้หนึ่งไปทั่วสรวงสวรรค์เป็นที่เฮฮาต่อเซียนทั้งหลาย ถึงขั้นเอ่ยพนันขันต่อว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำกันแน่
ภารกิจสายลับฉบับมือใหม่ที่ ‘ศรินภัสร์’ ตบปากรับคำชายคนที่ตนแอบรักว่าจะแฝงตัวเข้าไปสืบคดีตัดไม้เถื่อนที่ปางไม้แห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่เธอไม่ชอบงานแบบนี้นักเพราะล้วนแต่อันตรายรอบด้านแต่เพื่อรักจึงยอมทำ เมื่อไปถึงปางไม้กลับรู้ว่าที่นั่นเป็นของ ‘วาโย’ คู่หมั้นที่เธอแสนเกลียดชัง วาโยมองศรินภัสร์ในแง่ร้ายในทันทีว่าการที่เธอลงทุนมาหาถึงปางไม้ก็เพราะอยากแต่งงานกับเขาจนตัวสั่น วาโยร้ายกาจกับศรินภัสร์ทุกอย่าง ทำร้ายจิตใจเธอครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเธอยังไม่ยอมแพ้เขาจึงรุกหนักจากทำร้ายจิตใจก็เริ่มเปลี่ยนมาทำร้ายร่างกายด้วยสัมผัสที่วาบหวาม วาโยรั้งตัวศรินภัสร์ไว้ ด้วยแรงและความสูงของเขาทำเอาคนตัวเล็กถึงกับลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะวางเธอนอนราบบนโต๊ะอาหารแล้วรวบมือทั้งสองข้างของศรินภัสร์ไว้เหนือศีรษะ รอยฟันบนหัวไหล่เขาที่เธอฝากไว้วันนี้ต้องสะสางพร้อมกัน “อวดดีนักใช่ไหม” เสียงทุ้มดังอยู่ในลำคอ “ปล่อยนะ ปล่อย” ศรินภัสร์ออกแรงยื้อสุดกำลังเพื่อหวังเป็นอิสระ แต่ไม่นานเสียงค้านนั้นก็หายไปเมื่อวาโยประกบริมฝีปากที่ยังมีคราบครีมคาโบนาร่าเกาะอยู่หวังปิดกั้นเสียงค้านที่ไร้ประโยชน์ของศรินภัสร์ เธอพยายามดิ้นรนแต่นั่นยิ่งทำให้คนอ่อนประสบการณ์หมดเรี่ยวแรง จูบครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากครั้งแรกวาโยต้องการลงโทษศรินภัสร์ที่กล้าทำแบบนี้กับเขา ลิ้นร้อนๆ ซอกซอนอยู่ในโพรงปากหวานปานน้ำผึ้ง ศรินภัสร์ตาโตตอนนี้ทำอะไรไม่ถูก อากาศน้อยลงไปทุกขณะเธอกำลังจะขาดอากาศหายใจใช่ไหม ทำไมถึงได้รู้สึกหูอื้อตาลายมองอะไรก็พร่ามัวไปหมดแบบนี้
หนานอันพริตตี้สาวสู้ชีวิตอายุยี่สิบปีแอบชอบผู้ชายคนหนึ่งอย่างหนักและอยากได้เขามาเป็นแฟนใจจะขาด แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจเธอ หญิงสาวได้ไปดูดวงแม่หมอคนนั้นจึงบอกให้เธอมาขอพรที่ศาลเจ้าเล็ก ๆ ในอำเภอแห่งหนึ่งที่ห่างไกลเพื่อให้เธอสมหวังและต้องไปในวันที่ฟ้ามืดที่สุดของเดือนในอีกสองวันข้างหน้าถึงจะเห็นผล หนานอันเชื่อแม่หมอเพราะอยากได้ผัว เธอจึงไม่รอช้ารีบคว้ากระเป๋าเป้เดินทางมายังศาลเจ้าทันที เมื่อหนานอันเข้าไปภายในศาลเจ้าก็พบว่า มีสตรีสูงวัยคนหนึ่งอายุราวหกสิบกว่าปีกำลังกวาดศาลเจ้าอยู่ ...... "ได้ของสิ่งนี้ไปต้องสมหวังอย่างแน่นอน" คุณยายพูดพร้อมกับรอยยิ้ม น้ำเสียงนี้ฟังดูเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง หนานอันยิ้มให้คุณยายจู่ ๆ ขนแขนของเธอก็ตั้งชันขึ้นมา เธอกำลังจะลุกขึ้นในตอนนั้นก็เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา หนานอันหวีดร้องด้วยความตกใจทว่าเมื่อหันไปมองคุณยายเธอไม่เห็นแม้แต่เงาแล้ว หนานอันประหลาดใจมากร้องเรียกคุณยายอยู่หลายคำ แต่ว่าในตอนนี้เธอก็ไม่มีเวลาให้คิดสิ่งใดแล้วเพราะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อฟ้าผ่าลงมาที่ศาลเจ้าเข้าอย่างจังหนานอันที่อยู่ด้านในจึงถูกฟ้าผ่าไปด้วยและสติดับวูบลงไปทันใด ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่หนานอันตกอยู่ในความมืดมิด และเมื่อเธอตื่นขึ้นมาทุกอย่างรอบกายของเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...
ในระยะเวลาสองปีที่แต่งงานกัน เนี่ยเหยียนเซินจู่ๆ ก็เสนอขอหย่า เขาพูดว่า "เธอกลับมาแล้ว เราหย่ากันเถอะ คุณอยากได้อะไรบอกมาได้เลย" ชีวิตการแต่งงานสองปีสู้อีกคนที่หันหลังกลับมาไม่ได้ ตามอย่างที่คนเขาว่ากัน "คนรักเก่าแค่ร้องไห้สักหน่อย คนรักปัจจุบันก็ย่อมแพ้แน่นอน" เหยียนซีไม่ได้โวยวายอะไร เลือกที่จะตอบตกลงและเสนอเงื่อนไขว่า "ฉันต้องการรถซูเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดของคุณ" "ได้" "วิลล่าสุดหรูชานเมือง" "ตกลง" "กำไรหลายพันล้านที่หามาในช่วงสองปีนี้ แบ่งคนละครึ่ง" "อะไรนะ"
เพื่อค่ารักษาของพ่อ ฟางจิ้งหร่านยอมแทนที่น้องสาว แต่งงานกับชายผู้เสื่อมเสียชื่อเสียงและหูหนวก คืนแรกของวันแต่งงาน เธอค่อยๆ ถอดชุดทีละชิ้น ด้วยความคาดหวัง... แต่กลับได้ยินเพียงคำเตือนเย็นชาจากเขา "การแต่งงานของเราเป็นแค่สัญญา" อยู่ข้างกายชายเจ้าอารมณ์คนนี้ ฟางจิ้งหร่านต้องระมัดระวังทุกเมื่อ โดยกลัวว่าจะทำเขาไม่พอใจเข้า ทุกคนรอคอยดูเธอเสียหน้า... แต่ใครจะไปคิดว่า สามีคนนี้กลับกลายเป็น"ที่พึ่งที่มั่นคงที่สุด"ของเธอ จนกระทั่งวันที่สัญญาครบกำหนด ฟางจิ้งหร่านถือกระเป๋าเตรียมตัวจะจากไป... ชายคนนั้นกลับมีดวงตาแดงก่ำ กระซิบขอร้องว่า "อย่าไป..."
เซียวหลิ่นตาบอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ลูกสาวคนรวยทุกคนต่างหลีกเลี่ยงเขา มีแต่สวี่โยวหรานยอมแต่งงานกับเขาโดยไม่ลังเล สามปีต่อมา เซียวหลิ่นกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง จากนั้รเขา็ยื่นข้อตกลงการหย่าเพื่อยุติการแต่งงานนี้ เขากล่าวอย่างเย็นชาว่า "ฉันพลาดกับชิงชิงมานนานมากพอแล้ว ฉันไม่อยากให้เธอต้องรอนานกว่านี้!" สวี่โยวหรานลงนามในข้อตกลงการหย่าโดยไม่ลังเล ทุกคนต่างก็หัวเราะเยาะเธอตลอด - หัวเราะเยาะว่าที่เธอแต่งเข้าตระกูลเซียวถือว่าเกาะผู้มีอิทธิพลเข้า จากนั้นก็มาหัวเราะเยาะเธอที่ถูกทอดทิ้ง เป็นหญิงที่ไร้ค่า แต่ทุกคนกลับไม่รู้ว่า เธอคือหมออัศจรรย์ที่รักษาดวงตาของเซียวหลิ่นให้หายดี เป็นผู้ออกแบบเครื่องประดับมูลค่าหลักร้อยล้าน ผู้เป็นมือหนึ่งแห่งหุ้นที่ครองตลาดหุ้น และแม้แต่แฮกเกอร์ระดับแนวหน้าและลูกสาวแท้ๆ ของผู้มีอิทธิพล อดีตสามีมาขอร้องขอคืนดี ซีอีโอผู้เผด็จการก็โยนเซียวหลิ่นออกไปนอกประตูอย่างเย็นชา "ดูดีๆ นี่ภรรยาของผม"
เวินอี่ถงได้เห็นความรักอันลึกซึ้งของเจียงยวี่เหิง แต่ก็ได้สัมผัสกับการทรยศของเขาเช่นกัน เธอเผารูปแต่งงานของพวกเขาต่อหน้าเขา แต่เขากลับมัวแต่ง้อชู้ของเขา ทั้งๆ ที่เขาแค่มองดูแวบหนึ่งก็จะเห็น แต่เขากลับไม่สนใจเวินอี่ถงสุดจะทน ตบหน้าเขาอย่างแรง พร้อมอวยพรให้เขากับชู้ของรักกันยืนยาว แล้วเธอก็หันหลังสมัครเข้ากลุ่มวิจัยลับเฉพาะ ลบข้อมูลประจำตัวทั้งหมด รวมถึงความสัมพันธ์การแต่งงานกับเขาด้วย! ก่อนจากไป เธอยังมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขาอีกด้วยเมื่อถึงเวลาที่จะเข้ากลุ่ม เวินอี่ถงก็หายตัวไป บริษัทของเจียงยวี่เหิงประสบปัญหาล้มละลาย เขาจึงออกตามหาเธอด้วยทุกวิถีทาง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นใบมรณบัตรที่ต้องสงสัยเขาสติแตก “ฉันไม่เชื่อ ฉันไม่ยอมรับ!”เมื่อพบกันอีกครั้ง เจียงยวี่เหิงต้องตกใจที่พบว่าเวินอี่ถงเปลี่ยนตัวตนใหม่แล้ว โดยข้างกายมีผู้มีอำนาจที่เขาต้องยอมก้มหัวให้เขาอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง “ถงถง ผมผิดไปแล้ว คุณกลับมาเถอะ!”เวินอี่ถงเพียงยิ้มยักคิ้ว จับแขนของผู้มีอำนาจข้างๆ “น่าเสียดาย ตอนนี้ฉันอยู่ในระดับที่นายไม่อาจเอื้อมถึงแล้ว”
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY