มหาพิภพไร้สิ้นคุณธรรม วิถีมารจึงก่อเกิด อดีตนางมารร้ายจุติใหม่ในร่างคุณหนูปัญญาอ่อน ท่ามกลางสังคมอันเน่าเฟะ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะตัดสินทุกอย่าง! และจากนี้นางก็พร้อมบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง!
มหาพิภพไร้สิ้นคุณธรรม วิถีมารจึงก่อเกิด อดีตนางมารร้ายจุติใหม่ในร่างคุณหนูปัญญาอ่อน ท่ามกลางสังคมอันเน่าเฟะ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะตัดสินทุกอย่าง! และจากนี้นางก็พร้อมบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง!
บทที่1 หวนคืนจากหลุมศพ
ในยุคสมัยนี้ที่คนดีหาได้ยากนัก และกลับกลายเป็นคนเลวที่ยิ่งทำชั่วก็ยิ่งเรืองอำนาจ หนึ่งในทรชนแห่งยุคมืดทมิฬที่สุดบนผืนพิภพ อิสตรีผู้ไร้มนุษยธรรมและเลือดเย็นอำมหิตสุดแสน กระทั่งแค่เอ่ยขานนามนั้น ก็สามารถทำให้ผู้คนขนหัวลุกและหน้าถอดสีได้ นามที่ว่าก็หาใช่ใดอื่น นอกเสียจากเย่หลาน – ปรมาจารย์นอกรีตผู้ฝึกปรือวิถีมารจนบรรลุ
แต่ทว่า... เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้ากลับได้ยินข่าวใหญ่ชนิดสั่นสะเทือนไปทั่วผืนพิภพ!
นางมารผู้นั้น...สิ้นชีพลงแล้ว!
เมื่อไต่ถามถึงสาเหตุการตาย กล่าวกันว่า นางได้กระทำการอุกอาจขัดต่อวิถีสวรรค์ เลือกเดินในเส้นทางนอกรีต จนเหล่าผู้อาวุโสแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์มิอาจทานทน!
.....
หนึ่งเดือนให้หลัง
ณ ทวีปชิงชาง จักรวรรดิหนานอวิ๋น
สุสานร้าง นอกอาณาเขตเมืองหนิงอัน...
“ปัง! ปัง! ปัง!”
“พวกเจ้าเร่งมือเข้า! รีบๆตอกตะปูโลงให้แน่น อย่าได้เหลือช่องให้นังปัญญาอ่อนด้านในคลานหนีออกมาได้เป็นอันขาด!”
อิสตรีน้อยนางหนึ่งยืนกำกับอยู่ไม่ไกล เผยแสดงท่าทีหยิ่งผยองเกินแปดส่วน กำลังสั่งการบรรดาบ่าวไพร่ที่สวมใส่ชุดรับใช้ จิกหัวสั่งการด้วยท่าทางกดขี่
“คุณหนูรองโปรดวางใจเถิด บ่าวทุบกระทืบแขนขาของนังนั่นเสียจนหักสะบั้นหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งได้สั่งการให้คนกรอกยาสลบใส่ปากมันจนหมดซอง! รับรองว่ากว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ เกรงว่าคงถูกดินที่กลบฝังถล่มทับลงมาจนขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน ต่อให้จะพยายามคิดหนีสักเพียงใด ย่อมไม่สามารถทำได้!”
บ่าวรับใช้ผู้นั้นที่ขานตอบก็คือพ่อบ้านเฉินแห่งจวนตระกูลเย่
ส่วนอิสตรีน้อยผู้หยิ่งผยองที่ว่าก็หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคุณหนูรองแห่งตระกูลเย่ – เย่เยวี่ยอวี่
ยามเอ่ยถึง ‘นังนั่น’ ในโลงศพ ความเกลียดชังปนสมเพชในเนื้อเสียงล้วนเปล่งปรากฏออกมาอย่างไม่มีปิดบัง รวมไปถึงบ่าวไพร่รอบข้างเองก็ไม่ต่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเย่เยวี่ยอวี่ ครั้นพบเห็นตะปูดอกแล้วดอกเหล่าที่ถูกตอกลงบนฝาโลงอย่างแน่นหนา รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ยิ่งบานสะพรั่ง
“นังเอ๋อโง่งมปัญญาอ่อน! นังสวะไร้ค่า! ช่างหาญกล้าเพียงใดจึงได้บังอาจหมายปองท่านพี่เฉิน! เสแสร้งทำเป็นแกล้งล้มลงต่อหน้าต่อตาเขา แล้วยังเป็นฝ่ายยื่นมือให้เขาจับประคองขึ้นมาอีก! ช่างหาเรื่องตายโดยแท้!”
แววตาของเย่เยวี่ยอวี่ฉายชัดเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต หากเพ่งพินิศให้ลึกลงไป ย่อมค้นพบเงาแห่งริษยาอันมืดทมิฬสุดขั้วซุกซ่อนอยู่
แต่ทว่า.... นางกับพ่อบ้านนั้นหารู้ไม่ บทสนทนาทั้งหมดล้วนไหลเข้าสู่โสตประสาทของใครคนใดคนหนึ่งเสียแล้ว–
ภายในโลงศพ
ร่างอิสตรีนอนแข็งค้างอยู่เนิ่นนา เสี้ยวอึดใจพลันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันทั้งมวล!
เฉพาะภาพฉากยามนี้ ผู้ใดพบเห็นล้วนต้องตกตะลึงตาค้าง!
นัยน์ตาสีดำที่ปกติแล้วควรมีข้างละหนึ่ง แต่ทว่าทันทีที่นางลืมตาขึ้น กลับปรากฏเป็นสองที่กำลังทับซ้อนกันอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นัยน์ตาสีดำคู่นั้นพลันประกบเข้าหากัน กลับคืนสู่สภาพที่กลายเป็นหนี่งเดียวดังเดิม
ด้านในโลงศพไม้ปิดทึบมืดมิด เย่หลานค่อยๆแสยะยิ้มมุมปากอย่างแผ่วเบา
“เย่หลาน... ตระกูลเย่... แซ่นามเดียวกับข้า ทว่ากลับเป็นเพียงเศษสวะไร้ค่าที่ถูกผู้คนใต้หล้าสาปแช่งรังแก มันช่าง...น่าขันยิ่งนัก...”
แต่เริ่มเดิมที นางมั่นใจเหลือเกินว่าตนคงต้องสิ้นชีพไปแล้วเป็นแน่แท้ แต่กลับไม่คิดไม่ฝันเลยแม้แต่น้อยว่าหนึ่งเดือนให้หลัง ดวงวิญญาณของตนจะกลับมาถือกำเนิดใหม่ในร่างของอิสตรีโง่เขลา ที่สติปัญญาไม่เต็มและมีชื่อแซ่เดียวกันกับนาง!
ครั้นคิดได้เช่นนั้น รอยยิ้มที่ฉาบชโลมใบหน้าของเย่หลานกลับยิ่งทวีรังสีอำมหิตเข้มข้นกว่าเดิม
“ไอ้พวกเฒ่าขี้ขลาดน่าตายบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น... โลภในพลังจนคิดชั่ว รวมหัวกันใส่ร้ายใช้กลลวงใส่ข้า!! เช่นนั้นก็จงล้างคอรอไว้เถิด!”
“วันใดที่ข้าเย่หลานผู้นี้หวนคืนสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อีกครา วันนั้นย่อมต้องเป็นวันตายของพวกเจ้า!!”
แต่ก่อนอื่น ดูท่าคงจะต้องสะสางพวกขยะชั้นต่ำไม่กี่ตัวข้างนอกนี้เสียก่อน...
ยามนี้ บรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลายต่างก็กำลังช่วยกันคนแบกโลงโยนลงไปในหลุม แต่เพิ่งจะทิ้งโลงศพลงไปได้ไม่นาน ด้านในนั้นก็พลันมีเสียงทุบโลงกระหน่ำดังขึ้นไม่หยุดยั้ง
“ปัง! ปัง! ....ปังๆๆๆๆๆ!!!”
บ่าวไพร่เหล่านั้นต่างพากันสะดุ้งเฮือกขวัญกระเจิงอย่างหนัก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความแตกตื่น
“อะ...อันใดกัน? หรือว่านังปัญญาอ่อนนั่นจะฟื้นแล้วกระมัง?”
เบื้องหลัง เย่เยวี่ยอวี่ที่เห็นกลุ่มคนตรงหน้าพากันยืนนิ่งแข็งทื่อเช่นนั้น นางจึงรีบรุดเข้าไปดุด่าเสียยกใหญ่
“ชักช้ากันเสียจริง! เจ้าพวกบ่าวไพร่ไร้ประโยชน์! ถอยออกไปให้หมด!”
นางผลักไสบ่าวไพร่ที่ขวางทางทิ้งไปเยี่ยงผักปลากด้วยความรำคาญ ทว่าจังหวะที่รุดไปถึงแถวหน้า เสียงทุบโลงอีกหนึ่งชุดใหญ่ก็พลันดังสั่นขึ้นเป็นคำรบสองจากก้นหลุม ทำเอาตัวนางเองถึงกับสะดุ้งเฮือกฉับพลัน
และแล้ว...นางก็เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“มิใช่ว่านาง...จะฟื้นคืนสติแล้วรึ?”
คิดได้ดั่งว่า นางจึงรีบหันขวับไปเบื้องหลังทันควัน พร้อมกับตวาดเสียงดังลั่น
“พ่อบ้านเฉิน! นี่เจ้าทำบ้าอันใด? ไหนเจ้าว่ากรอกยาสลบใส่ปากนางแล้วมิใช่รึ? ไฉนเล่านังนั่นจึงได้ฟื้นคืนสติเร็วนัก?!”
พ่อบ้านเฉินรีบตบเท้าขึ้นหน้า ครั้นได้ยินเสียงทุบโลงดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของเขาถึงกับถอดสี รีบเอ่ยปากอธิบายทันใด
“คะ-คง...คงเป็นเพราะพวกบ่าวไพร่ใต้อาณัติพากันเกียจคร้านสันหลังยาวขอรับ! บ่าวสั่งให้จับตัวนางมากรอกยา แต่คงทำทำได้เพียงครึ่งๆกลางๆแล้วก็ละทิ้ง! ภายหลังเสร็จจากเรื่องนี้ รับรองว่าบ่าวจะรีบกลับไปสั่งสอนพวกมันให้เข็ดหลาบ!”
“แต่คุณหนูรองโปรดวางใจเถิด นังปัญญาอ่อนนี่ถูกหักแขนหักขาทิ้งจนหมดแล้ว ต่อให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาย่อมมิอาจหนีไปไหนได้ ยามนี้คงนอนเป็นผักอยู่ในโลง ทำได้อย่างมากก็แค่โขกศีรษะสร้างเสียงอึกทึกเท่านั้น”
“ทุกคน! รีบช่วยกันถมดินกลบให้แน่นหนาเร็วเข้า อย่าปล่อยให้มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาอีก!”
เย่เยวี่ยอวี่แค่นเสียงพ่นผ่านลำคอดัง ‘หึ’ อย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะตวาดทิ้งท้ายว่า
“ยังจะมัวพูดมากไร้สาระอยู่อีก! รีบจัดการฝังมันให้ตายเสียโดยเร็ว!”
แต่แล้ว สาวใช้นามว่าชิงหงที่ติดตามมาเบื้องหลัง เห็นท่าไม่ดีนักจึงเอ่ยเตือนอย่างลังเลว่า
“แต่คุณหนูรองเจ้าคะ... หากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูนายท่านขึ้นมา เกรงว่า...”
เย่เยวี่ยอวี่หันขวับทันใด ตวัดดวงตาเฉียบคมแฝงรังสีน่าสะพรึงแวววับจ้องเขม็งใส่นาง พลางพ่นเสียงที่ฟังดูตลกขบขันขึ้นว่า
“หากพวกเจ้าไม่พูด ท่านพ่อจะรู้ได้อย่างไรเล่า? หรือต่อให้ท่านพ่อจะล่วงรู้ความจริงในภายหลัง ถึงตอนนั้นนังเย่หลานก็คงจะถูกฝังตายทั้งเป็นไปนานแล้ว ไยเล่าที่ท่านพ่อจะต้องลงโทษข้าเพียงเพราะสวะโง่งมนางหนึ่ง?”
ชิวหงตรึกตรองอย่างลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่คิดโต้แย้งขัดคอใดๆผู้เป็นนายอีก อนึ่ง ตัวนางเองย่อมไม่ต้องการเอาชีวิตที่มีค่าของตนเข้าแลกเพื่อเศษสวะผู้หนึ่ง
บ่าวไพร่ทั้งหลายที่ได้รับคำสั่ง ต่างก็พากันเร่งมือหยิบจอบเสียมกลับขึ้นมาขุดดดินเพื่อฝังกลบต่อโดยเร็ว
“ปัง! ปัง! ปังๆๆๆๆ!!!....”
เสียงทุบโลงจากด้านในยังคงดังกระหึ่มไม่หยุดหย่อน
เย่เยวี่ยอวี่ทนฟังนานเข้าก็เริ่มหงุดหงิดรำคาญขึ้นเป็นเท่าทวี ท้ายที่สุดมิอาจทนต่อไปได้ไหว จึงหันไปหยิบหินก้อนใหญ่แถวนั้นขว้างอัดใส่โลงเสียงดัง ‘ปัง!’ พร้อมกับเสียงคำรามสาปส่งว่า
“หยุดเสียที! ขืนเจ้ายังกล้าเคาะโลงอีกเพียงครั้งเดียว ข้าจะสั่งบ่าวไพร่ให้ใช้ดาบใช้มีดเจาะแทงทะลุไปทั่วทั้งโลง ทำให้ร่างของเจ้ารั่วพรุนตายทั้งเป็นอย่างอเนจอนาถ!”
ฉับพลันนั้นเอง เสียงทุบโลงจากภายในจึงได้ขาดหายไป นับแต่นั้นก็เงียบสงัดประหนึ่งมิมีผู้ใดอยู่ภายในเลยทีเดียว
เย่เยวี่ยอวี่หลงเข้าใจไปว่า ฝ่ายนั้นท่าจะกลัวคำขู่ของตนจนขี้ขึ้นสมอง บัดนี้ได้ทีจึงแสยะยิ้มเหยียดกว้างอีกครา ก่อนจะถ่มถุยน้ำลายใส่โลงพร้อมเอ่ยวาจาดูแคลน
“นังสวะเอ๊ย!”
นางหมุนกายกลับไปหาพวกบ่าวไพร่ เชิดคางสูงเสียดกำชับเสียงกร้าวสั่งการว่า
“เร่งมือให้ไว จะต้องถมดินให้แน่นหนา! ห้ามปล่อยให้นังนั่นมีโอกาสแม้แต่จะดิ้นรนโผล่หัวขึ้นมาบนผืนดินได้แม้สักนิด! เข้าใจกันดีแล้วหรือไม่?!”
แต่ถึงอย่างนั้น บรรดาบ่าวไพร่เหล่านั้นต่างพากันยืนแน่นิ่งราวต้องมนต์สะกด ดวงตาของแต่ละคนเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดจากเบ้า สีหน้าดูแตกตื่นสุดขีด!
มือที่กำจอบกำเสียมไว้พลันปล่อยให้ร่วงกราวตกลงบนพื้นโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเสียง ‘ตึง!’ ดังระงมไปทั่ว
ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือเบื้องหน้าหรือข้างหลังของเย่เยวี่ยอวี่ในยามนี้นั่นเอง...
สีหน้าการแสดงออกของแต่ละคนล้วนฉายแววตื่นตระหนกและหวาดกลัวเกินพรรณนา
เย่เยวี่ยอวี่เริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น มิวายตวาดใส่บ่าวไพร่อีกระลอก
“อันใด? มัวทำสีหน้าพิลึกพิลั่นจ้องหน้าข้าอยู่ด้วยเหตุใด? รีบเร่งมือฝังมันเร็วเข้า!!”
แต่ใครเล่าจะรู้ วาจาเพิ่งหลุดพ่นออกจากปากไป แต่ชิวหงกลับกรีดร้องเสียงหลงแทรกสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงแหลมแสบแก้วหูของนางเต็มไปด้วยความผวาหวาดกลัวสุดขีด!
“ผะ-ผี! ผี!!”
พ่อบ้านเฉินเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน ใบหน้าถอดสีซีดเผือด เนื้อตัวสั่นระริกชี้นิ้วตั้งตรงไปทางด้านหลังของเย่เยวี่ยอวี่
“คะ...คุณหนูรอง...ข้างหลัง...ข้างหลังท่าน...!!”
เย่เยวี่อวี่ยังมิทราบว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้น แววตาจึงฉายความงุนงงสงสัย ค่อยๆหันศีรษะย้อนกลับไปมองพร้อมกับบ่นพึมพำ
“ผีบ้าผีบออันใด? ด้านหลังข้าน่ะรึมี...”
วาจาคำบ่นนั้นยังมิทันจบประโยค เสียงของนางก็พลันดับลงกลางคัน!
เพราะเบื้องหลังของนางในยามนี้ แท้จริงแล้วคือสุสานรกร้างเก่าแก่ ซากศพไร้หลุมฝังจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกทิ้งเกลื่นกลาดตามผืนดิน จู่ๆก็ทยอยลุกขึ้นและกำลังเดินโงนเงนเข้ามา!
บางร่างศพไร้หัว บางร่างแขนขาถูกตัดไม่ขาดดีจึงห้อยโตงเตง
ซ้ำบางร่างยังเน่าเฟะเต็มไปด้วยหนอนเน่าชอนไช
และบางร่างก็ไม่เหลือเนื้อหนัง หากแต่เป็นเพียงโครงกระดูกผุพังเดินได้!
พวกผีห่าทั้งหลายโผล่ขึ้นมาจากกลางกองซากศพรกร้าง กระทั่งขุดตัวเองขึ้นมาจากใต้ผืนดินก็ยังมีให้เห็น!
ทั้งหมดล้วนเปล่งเสียงร้องระงมดัง ‘ฮืออ...ฮู้วว...’ แหบพร่าแต่ช่างโหยหวนชวนขนหัวลุกยิ่งนัก ศพแล้วศพเล่าพากันเดินโซเซเข้ามาหาเย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ทีละก้าว...
“กรี๊ดดดด!!”
“ผ-ผี...ผี!! นี่มันอันใด? นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน!?”
เย่เยวี่ยอวี่พลันฟื้นสติฉับพลัน หวิดเสียขวัญถึงขั้นสติแตกกระเจิง ได้แต่ร้องเสียงสั่นเทาพร้อมกับคู่เท้าที่ก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ทันระวังตัว จึงได้เผลอเหยียบเข้ากับจอบที่ตกอยู่บนพื้นอย่างมิตั้งใจ ร่างทั้งร่างจึงล้มกลิ้งหน้าคะมำติดดิน สิ้นท่าอย่างน่าอับอาย
“หนี! รีบหนีเร็วเข้า!!”
พ่อบ้านเฉินและบ่าวไพร่ต่างพากันเร่งหมุนกายเพื่อหนีเอาชีวิตรอด ทว่าในเสี้ยวพริบตาขณะนั้นเอง เบื้องหลังที่หันไปก็พลันปรากฏเงาของซากศพที่พากันลุกขึ้นขวางทางไว้!
ใช่แล้ว เพราะที่นี่คือสุสานร้าง ย่อมต้องมีศพเกลื่อนกลาดทั่วสารทิศ จึงหาใช่เรื่องแปลกไม่
ซากศพจำนวนมากมายทยอยเดินโงนเงนเข้ามาไม่หยุดหย่อน ไม่นานเกินรอ ฝูงซากศพเดินได้เกินคนานับก็ตรงเข้าปิดล้อมเย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ไว้ทั่วทุกทิศ!
“อ๊ากกก!! ไสหัวไปซะ! ไสหัวไปให้หมด!!”
ปรากฏว่าพ่อบ้านเฉินเป็นคนแรกที่สติแตก มือไม้สั่นระริกไร้เรี่ยวแรงเกินควบคุม เจ้าตัวรีบแย่งจอบด้ามหนึ่งมาจากมือบ่าวไพร่ใกล้ตัว แล้วกวัดแกว่งฟาดฟันเข้าใส่เหล่าซากศพเดินได้อย่างสุดกำลัง ปากก็พลางกรีดร้องคลุ้มคลั่งเยี่ยงคนบ้าเสียสติ
ทว่าพ่อบ้านเฉินพุ่งกระโจนออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ซากศพเดินได้รอบด้านกว่าเจ็ดถึงแปดตัวก็พลันกระโจนรุมเข้ามาพร้อมกัน พวกมันเปิดปากเน่าเฟะฉีกกว้าง เผยให้เห็นบ่อเลือดและเขี้ยวฟัน ประหนึ่งว่าพร้อมที่จะกัดกระชากทุกสรรพสิ่ง จากนั้น พวกมันก็เริ่มรุมทึ้งฉีกกัดเนื้อหนังบนร่างของพ่อบ้านเฉินอย่างบ้าคลั่ง
“อ๊ากกกก!! มะ-...ไม่!! อย่า! อย่ากินข้า! อย่าาา!!!”
พ่อบ้านเฉินกระเสือกกระสนดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อหวังเอาชีวิตรอด แต่ทว่าทุกกลับไร้ผลอย่างสิ้นเชิง ในฐานะคนธรรมดาไร้พลังปราณยุทธ์ ท่ามกลางฝูงศพเดินได้นับหลายชีวิตที่บ้าคลั่งทั้งหมด ล้วนเป็นการกระทำที่สูญเปล่า!
ผ่านไปชั่วครู่ เสียงกรีดร้องโหยหวนของเขาก็พลันถูกกลบหายในชั่วพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงเขมือบกัดดัง ‘ก๊อบแกร็บ’ จากเหล่าซากศพที่กำลังรุมกัดกินเนื้อสด น้ำเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเป็นวงใหญ่
เย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ที่เห็นเหตุการณ์สุดสยองต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ต่างก็พากันตกใจสุดขีดจนแทบจิตใจแตกสลายตายทั้งเป็น ทุกคนล้วนผวาหวาดกลัวจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
สาวใช้นามหงนางนั้นพลันหน้าซีดเผือด ร่างกายเพรียวบางสั่นสะท้านขวัญกระเจิงไปถึงภายใน ท้ายสุดมิอาจทนต่อภาพฉากแห่งความสยดสยองอย่างที่สุดตรงหน้าได้ จึงได้แต่โก่งตัวงอพ่นอาเจียนออกมาเสียงดัง ‘แหวะะ!!’
สุดท้ายแล้ว ทุกคนล้วนถูกซากศพเดินได้นับร้อยร่างไล่ต้อนรายล้อม จนต้องถอยไปชิดติดขอบหลุมด้านหลัง ต่างคนต่างพากันยืนนิ่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน จะขยับเขยื้อนสักนิดยังมิหาญกล้าที่จะทำ
ขณะที่เย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ยังครุ่นคิดหาทางรอดไม่ออกว่า จะจัดการเยี่ยงไรกับซากศพมหาภัยพันธุ์นี้ดี ทันใดนั้นเอง ก็พลันปรากฏซากศพเดินได้ในสภาพสมบูรณ์อยู่ฝูงหนึ่ง ค่อยๆเดินไต่ไปหาโลงศพที่อยู่ในหลุมดินลึกซึ่งกักขังเย่หลานไว้
ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า... พวกมันกลับรวมพลังระดมเรี่ยวแรงมหาศาล ช่วยกันงัดถอนตะปูนับยี่สิบตัวที่ปิดผนึกอยู่บนฝาโลงทิ้งไปด้วยมือเปล่า!
ภายใต้ห้วงภวังค์แห่งความเงียบสงัดอันแสนสะพรึงนั้น–
พลันปราฎฝ่ามือสีขาวเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบเลือดโผล่ออกมา และได้คว้าจับขอบโลงไว้แน่นหนับ เสียง ‘ปัง!’ดังสะท้อนกังวานกึกก้องไปทั่วทั้งสุสานร้าง...
อดีตนักฆ่าสาวอันดับหนึ่ง ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมได้ทะลุมิติอยู่ในร่างสาวน้อยรูปโฉมอัปลักษณ์ ที่ทุกคนต่างสาปส่งและรังแกสารพัด!
จากอดีตนักล่าซอมบี้ในวันสิ้นโลกต้องผันตัวเป็นสาวน้อยชาวไร่สุดแกร่งที่ต้องช่วยแม่และน้องสาวให้รอดพ้นจากญาติพี่น้องมหาภัยและความยากจน เปิดธุรกิจร่ำรวยใหญ่โตเอาให้เหลือกินเหลือใช้ไปทั้งชาติ!
เธอถูกย่าแท้ๆฆ่าตายตอนอายุ6ขวบ กลายเป็นผีเร่ร่อนเฝ้าดูอนาคตและจุดจบของทุกคนที่รักอย่างเจ็บแค้น ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ก็เพื่อแก้ไขทุกสิ่ง! แต่เอ๊ะ?คุณแม่ผู้ขี้ขลาดคนนั้นแข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?!
นักศึกษาสาวหัวกะทิแห่งศตวรรษที่21เกิดใหม่เป็นลูกเลี้ยงบ้านนางเอกนิยาย ทันทีที่ทะลุมิติเข้ามาดันอยู่ในฉากคันขับที่เธอกับวายร้ายหลักของเรื่องต่างเสียรู้ ถูกจับขึ้นเตียงด้วยกันเพื่อรอเวลาถูกเปิดโปง!
หลินจิงซู หญิงสาวผู้ล้มเหลวทุกอย่างในชีวิตเพราะครอบครัวเฮงซวย เธอย้อนเวลาไปยังปี1990 อาศัยความรู้ในโลกอนาคตเพื่อเก็บเกี่ยวโอกาสทางธุรกิจ ก่อร่างสร้างตัวจนมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อบดขยี้ทุกคนที่เคยรังแก!
เรื่องราวการผจญภัยของอดีตสายลับนักฆ่า ที่ทะลุมิติมาเป็นแม่ผู้ชั่วร้าย ทั้งยังต้องร่วมเดินทางกับเด็กน้อยผู้แสนใสซื่อในโลกที่ผู้คนใช้พลังลมปราณ อันตรายมีทั่วทุกหนแห่ง แล้วพวกเขาจะเอาชีวิตรอดได้หรือไม่?!
คนเราบางครั้งก็หวนนึกขึ้นมาได้ว่าตายแล้วไปไหน ซึ่งเป็นคำถามที่ไร้คำตอบเพราะไม่มีใครสามารถมาตอบได้ว่าตายไปแล้วไปไหน หากจะรอคำตอบจากคนที่ตายไปแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาให้คำตอบที่กระจ่างชัด ชลดา หญิงสาวที่เลยวัยสาวมามากแล้วทำงานในโรงงานทอผ้าซึ่งตอนนี้เป็นเวลาพักเบรค ชลดาและเพื่อนๆก็มานั่งเมาท์มอยซอยเก้าที่โรงอาหารอันเป็นที่ประจำสำหรับพนักงานพักผ่อน เพื่อนของชลดาที่อยู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า "นี่พวกแกเวลาคนเราตายแล้วไปไหน" เอ๋ "ถามอะไรงี่เง่าเอ๋ ใครจะไปตอบได้วะไม่เคยตายสักหน่อย" พร "แกล่ะดารู้หรือเปล่าตายแล้วไปไหน" เอ๋ยังถามต่อ "จะไปรู้ได้ยังไง ขนาดพ่อแม่ของฉันตายไปแล้วยังไม่รู้เลยว่าพวกท่านไปอยู่ที่ไหนกัน เพราะท่านก็ไม่เคยมาบอกฉันสักคำ" "อืม เข้าใจนะแก แต่ก็อยากรู้อ่ะว่าตายแล้วคนเราจะไปไหนได้บ้าง" "อืม เอาไว้ฉันตายเมื่อไหร่ จะมาบอกนะว่าไปไหน" ชลดาตอบเพื่อนไม่จริงจังนักติดไปทางพูดเล่นเสียมากกว่า "ว๊าย ยัยดาพูดอะไร ตายเตยอะไรไม่เป็นมงคล ยัยเอ๋แกก็เลิกถามได้แล้ว บ้าไปกันใหญ่" พรหนึ่งในกลุ่มเพื่อนโวยวายขึ้นมาทันที แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากวันนั้นที่คุยกันที่โรงอาหารจะเป็นการคุยเล่นกันวันสุดท้ายของชลดา เพราะหลังจากเลิกงานกลับมาชลดาก็เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับหอพักด้วยสาเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันและมีการยิงกันเกิดขึ้นและชลดาคือผู้โชคร้ายที่ผ่านทางมาพอดี ท่ามกลางความเสียใจของเพื่อนๆ เอ๋ได้แต่หวังว่า ชลดาคงไม่มาบอกกับเธอจริงๆหรอกใช่ไหมว่าตายแล้วไปไหน
ฉู่ว่านยู ผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลแพทย์แผนโบราณ มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม ยาที่เธอทำนั้นทุกคนต่างอยากได้ สามารถรักษาได้ทุกโรค แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะย้อนยุค กลายเป็นผู้หญิงที่ขี้เหร่ที่สุดในใต้หล้า และยังเอาชนะใจท่านอ๋องด้วย การเริ่มต้นไม่ค่อยดีก็ไม่เป็นไร มาดูกันว่าเธอจะพลิกผันยังไง การแย่งการแต่งงานงั้นเหรอ? เธอทำให้น้องต้องรับบทเรียน แย่งสินเิมดลับมา ให้ชายั่วหญิงร้ายคู่นี้อยู่ด้วยกันตลอดไป ขี้ขลาดเหรอ? เธอจัดการพ่อร้าย สั่งสอนผู้หญิงเสแสร้ง! ขี้เหร่เหรอ? เธอรักษาพิษในตัว และกลายเป็นคนงามอันน่าทึ่ง! ลูกสาวขี้เหร่ของจวนอัครมหาเสนาบดี กลายเป็นผู้สูงส่ง แม้แต่ผู้โหดเหี้ยมบางคนยังหวั่นไหวกับเธอ เมื่อสุดที่รักจะจัดการผู้ใด เขามักจะช่วยเสมอ... แต่น่าเสียดายสุดที่รักคนนั้นไม่มีเขาอยู่ในใจ ฉู่ว่านยู "ออกไป หย่าเลย ผู้ชายมีแต่เป็นภาระของข้าเท่านั้น" เสี่ยวลี่จิงรู้สึกน้อยใจ "ไม่ได้ ข้าให้ครั้งแรกกับเจ้าแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบข้า"
หลังจากแต่งงานกันมาสามปี เวินเหลี่ยงก็ยังไม่เคยได้ความรักจากฟู่เจิ้งแต่อย่างใดเลย เมื่อรักแรกของเขากลับมา สิ่งที่รอเธออยู่คือหนังสือการหย่า "ถ้าฉันมีลูก คุณยังเลือกหย่าไหม?" เธออยากจับโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ แต่แล้วมีแต่คำตอบที่เย็นชาว่า "ใช่" เวินเหลี่ยงหลับตาและเลือกที่จะปล่อยมือ ...ต่อมาเธอนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความสิ้นหวังและลงนามในข้อตกลงการหย่า "ฟู่เจิ้ง เราไม่ได้เป็นหนี้กันอีกต่อไปแล้ว..." ชายที่มีความเด็ดขาดและเย็นชามาโดยตลอดนอนอยู่ข้างเตียงขอร้องให้อีกฝ่ายกลับมาด้วยเสียงแผ่วเบา "เหลียง ได้โปรดอย่าหย่าได้ไหม?"
ซ่งจิ่งถังรักฮั่วอวิ๋นเซินอย่างลึกซึ้งนานถึงสิบห้าปี แต่ในวันที่เธอคลอดลูกกลับตกอยู่ในอาการโคม่า ขณะที่ฮั่วอวิ๋นเซินกระซิบข้างหูเธออย่างอ่อนโยนว่า "ถังถัง อย่าฟื้นขึ้นมาอีกเลย สำหรับฉัน เธอไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว" ซ่งจิ่งถังเคยคิดว่าสามีของเธอเป็นคนอ่อนโยนและรักใคร่ตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเขามีแต่ความเกลียดชังและใช้ประโยชน์จากเธอเท่านั้น และลูกๆ ที่เธอเสี่ยงชีวิตให้กำเนิด กลับเรียกหญิงสาวคนอื่นว่า 'แม่' ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่อหน้าที่เตียงคนไข้ของเธอ เมื่อซ่งจิ่งถังฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอทำคือการตัดสินใจหย่าขาดอย่างเด็ดขาด! แต่หลังจากหย่าแล้ว ฮั่วอวิ๋นเซินจึงเริ่มตระหนักว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเต็มไปด้วยเงาของซ่งจิ่งถัง หญิงคนนี้กลายเป็นความเคยชินของเขา เมื่อพบกันอีกครั้ง ซ่งจิ่งถังปรากฏตัวในที่ประชุมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เธอเปล่งประกายจนทุกคนต้องหันมามอง หญิงคนนี้ที่เคยมีแต่เขาในใจ บัดนี้กลับไม่แม้แต่จะมองเขาอีก ฮั่วอวิ๋นเซินคิดว่าเธอแค่ยังโกรธอยู่ ถ้าเขาเอ่ยปากพูดนิดหน่อย ซ่งจิ่งถังจะต้องกลับไปหาเขาแน่นอน เพราะเธอรักเขาหมดหัวใจ แต่ต่อมา ในงานหมั้นของผู้นำคนใหม่ของตระกูลเพ่ย เขาเห็นซ่งจิ่งถังสวมชุดแต่งงานหรูหรา ยิ้มอย่างเปี่ยมสุขและกอดแน่นเพ่ยตู้พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ ฮั่วอวิ๋นเซินอิจฉาจนแทบคลั่ง เขาตาแดงก่ำและบีบแก้วจนแตก เลือดไหลไม่หยุด...
อดีตนักฆ่าสาวอันดับหนึ่ง ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมได้ทะลุมิติอยู่ในร่างสาวน้อยรูปโฉมอัปลักษณ์ ที่ทุกคนต่างสาปส่งและรังแกสารพัด!
หลังจากที่แต่งงานเข้ามาในตระกูลมู่ หลินซีได้ทำหน้าที่เป็นคุณนายมู่ที่ยอมอดทนกับทุกอย่างโดยไม่ปริปากเป็นเวลาสามปี เธอรักมู่จิ่วเซียว จึงยอมอดทนดูแลเขาอย่างเต็มใจ แม้ว่าเขาจะมีคนอื่นอยู่ข้างนอกก็ตามแต่เขากลับไม่เคยเห็นค่าของเธอ เหยียบย่ำความรักของเธอให้แหลกสลาย และถึงขั้นปล่อยให้น้องสาวของเขามอมเหล้าเธอแล้วส่งไปยังเตียงของลูกค้า หลินซีนั้นถึงเพิ่งจะตาสว่างเมื่อรู้ว่าความรักที่มีมานานนั้นช่างน่าขันและน่าเศร้าในใจของเขา เธอไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เข้ามาเกาะเขา เธอจึงทิ้งข้อตกลงการหย่าไว้แล้วจากไปโดยไม่ลังเล มู่จิ่วเซียวมองดูเธอประสบความสำเร็จ กลายเป็นดวงดาวที่ส่องแสงในสายตาของผู้คนเมื่อได้เจอกันอีกครั้ง เธอเต็มไปด้วยความมั่นใจและสงบเสงี่ยม โดยมีผู้ชายที่มีฐานะสูงส่งอยู่เคียงข้าง มู่จิ่วเซียวมองดูใบหน้าของคู่แข่งหัวใจที่ดูคล้ายกับของเขามาก จากนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าในสายตาเธอ เขาเป็นเพียงตัวแทนของคนอื่นในมุมแห่งหนึ่ง เขาขวางทางเธอไว้ “หลินซี คุณเล่นตลกกับผมใช่ไหม”
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY