“พี่จะไปหาเพื่อน พิงเป็นแม่นะ ลูกร้องก็ทำให้ลูกหยุดร้องสิ ลูกนอนค่อยไปทำงานบ้าน หน้าที่พิงไม่ใช่เหรอ” คนพูดเดินจากไปแล้ว น้ำพิงน้ำตาตกใน เธอปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะอุ้มลูกขึ้นมากล่อมนอน พอลูกนอน หน้าที่ของเธอคือทำงานบ้านทุกอย่าง
แค่เห็นสภาพบ้านก็ถึงกับเหนื่อยล้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำกับข้าว ล้างจาน ซักผ้า ตากผ้า รีดผ้า ล้างรถ รดน้ำต้นไม้ นี่มันเป็นหน้าที่ของเธอคนเดียวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ใครก็ได้ตอบเธอที
ทำไมสามีที่รักตอนเป็นแฟนกันถึงเอาอกเอาใจสารพัด แต่พอมีลูกกลับเหมือนคนแปลกหน้า โยนภาระการทำงานบ้านมาให้เธอ
จะจ้างแม่บ้านเขาก็บอกว่าสิ้นเปลือง น้ำพิงคิดถึงชีวิตการทำงานสมัยก่อน เธอดูมีคุณค่ามาก ไม่เหมือนตอนนี้เป็นยายเพิ้งหัวฟู ไม่แต่งหน้าแต่งตัว เธอเดินไปมองสภาพตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ ไม่มีเค้าโครงความสวยให้เห็นเลย ผิวก็แห้งกร้านเพราะไม่ค่อยได้มีเวลาบำรุง เธอจำไม่ได้ว่าเข้าร้านเสริมสวยครั้งล่าสุดตอนไหน ตั้งแต่มีลูก ก็แทบไม่ได้นอน ขอบตาดำยังกะหมีแพนด้า
น้ำพิงไม่เคยรู้สึกไร้ค่าเท่านี้มาก่อนในชีวิต หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้ง พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
“พิงมีอะไรกินไหม พี่หิวจัง” ตัวปัญหากลับมาแล้ว
เธอคิดว่าเขาคือตัวปัญหา เพราะเขาอยากมีลูก ซึ่งเธอนั้นมีก็ได้ไม่มีก็ได้ รับปากว่าจะช่วยเลี้ยง พอลูกร้องหิวนมตอนกลางคืนก็หนีไปนอนที่อื่น พอลูกฉี่ หรือต้องเปลี่ยนแพมเพิร์ทก็หลีกเลี่ยง ไหนบอกว่าอยากมีลูกมากไง
เธอมองเขาด้วยสายตาพิฆาต เหมือนเขาจะรู้เลยไปนั่งเล่นหยอกล้อกับลูกแทน คล้ายจะหลีกเลี่ยงการปะทะ
“อยู่ใต้ฝาชีค่ะ” น้ำพิงตอบเสียงเย็น ความอดทนของเธอถึงขีดสุดเมื่อไหร่เธอจะหย่าขาดจากเขา
“มีกับข้าวแค่นี้เองเหรอพิง”
“ทำให้ก็บุญแค่ไหนแล้ว พิงยุ่งทั้งวัน”
“ก็แค่งานบ้านไม่กี่อย่าง” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะหยุดกึกเพราะได้รับสายตาพิฆาตมาจากเธอ เลยนั่งกินข้าวเงียบ ๆ คนเดียว
น้ำพิงนั่งเล่นอยู่กับลูก ไม่เดินไปกินข้าวพร้อมกันกับสามี เขาเองก็ไม่ถาม
ไม่ถามสักคำ!
โคตรน้อยใจเลย!
“ทำไมกับข้าววันนี้รสชาติแปลกๆ ปกติพิงทำอาหารได้อร่อยกว่านี้นี่นา”
“พิงยุ่งทั้งวัน ทำกับข้าวให้กินก็บุญแล้ว”
“ยุ่งอะไรก็เห็นเอาแต่นั่งเล่นโทรศัพท์ พี่กลับมาก็เอาแต่จ้องโทรศัพท์ ถ้าพิงไม่มีความรับผิดชอบขนาดนี้ พี่จะลดค่ากับข้าวและค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะที่ให้ก็มากพอแล้ว”
“เราหย่ากันนะคะพี่พงศ์” น้ำพิงถึงขีดสุดจริงๆ เธอพูดเสียงเย็น ไม่ปรี๊ดไม่ด่า แต่ขอแยกทาง เธอจะกลับไปอยู่กับบิดามารดา พอกันทีชีวิตครอบครัว
เขาสัญญาว่าจะดูแลเธออย่างดี แต่ดูสิ่งที่เขาทำสิ
“นี่ถึงขนาดท้าเลิกผัวเลยเหรอพิง ที่เล่นโทรศัพท์คุยกับกิ๊กใช่ไหม จะเลิกกับพี่แล้วหนีไปอยู่กับชู้ ไม่สงสารลูกเลยหรือไง”
“จะไปกันใหญ่แล้ว ที่พิงจะเลิกกับพี่เพราะพี่ไม่ช่วยงานบ้านพิงเลย พี่อยากมีลูกก็ไม่ช่วยเลี้ยง พิงไม่ได้เล่นโทรศัพท์ แต่พิงกำลังขายของออนไลน์อยู่”
“ขายของออนไลน์ พิงจะไปขายของให้เหนื่อย
ทำไม เงินที่พี่ให้ไม่พอใช้หรือไง”
“มันจะไปพออะไร ข้าวของเดี๋ยวนี้มันแพงมาก”
“มันจะไปแพงอะไรกันนักกันหนา”
“พี่ไม่เคยไปจ่ายตลาดเอง ไม่เคยไปซื้อของเข้าบ้านเอง พี่จะไปรู้อะไร ไปทำงานพิงก็ทำข้าวกล่องไปให้”
“ทำข้าวกล่องไปให้ พี่ก็ไม่ซื้อกิน ประหยัดไปตั้งเยอะ ยังไม่พออะไรอีก” เขาเสียงดังใส่เธอ ซึ่งจริงๆ
เขาอายที่เมียทำข้าวกล่องให้ เลยให้คนอื่นเอาไปกิน แต่ตัวเองไปกินข้าวข้างนอกแทน
“เราเลิกกันดีแล้วพี่พงศ์” น้ำพิงอุ้มลูกขึ้นมา
“พี่ไม่ให้ไป” เขาเข้ามาขวางเอาไว้
“อยู่กันแล้วเป็นแบบนี้เราก็ควรเลิกกันนะคะ ตอนแต่งงานค่าสินสอดพ่อแม่พิงก็ไม่เอา คืนให้พี่
ทั้งหมด เพราะพี่ไปกู้มา พิงไม่เคยเอาเงินให้พ่อกับแม่มานานแล้วตั้งแต่ลาออกจากงานประจำ แต่พี่ยังให้พ่อแม่พี่ทุกเดือน”
“พ่อแม่พิงมีเงินกินนี่นา แต่พ่อแม่พี่เป็นหนี้ ท่านเลี้ยงพี่มาอย่างลำบาก ส่งให้เรียนจนจบก็ไปกู้หนี้ยืมสินมา พี่ก็ต้องส่งเงินให้พวกท่านใช้หนี้ และกินใช้สิ ก่อนแต่งงานเราตกลงกันแล้วนี่นา”
น้ำพิงถอนใจพรืดอย่างเหนื่อยหน่ายใจ เธอพาลูกเดินหนีเข้าห้อง ก่อนจะล็อกประตู พงศ์พสุเดินไปเคาะประตูห้องภรรยา แต่เธอขังตัวอยู่แต่ในนั้น เขาก็ไม่อยากเซ้าซี้รอเธออารมณ์ดีค่อยคุยกัน
เขาออกไปนั่งดื่มกับเพื่อนก่อนจะปรับทุกข์