รวมเรื่องสั้น
รวมเรื่องสั้น
ความน่ากลัวของจักรวาล
พลังงานมืดคือพลังงานที่ไม่รู้จักมีคนเสนอว่ามันคือค่าคงที่ของจักรวาลหรือความหนาแน่นของพลังงานคงที่สสารมืดเป็นสสารในสมมุติฐานซึ่งมองไม่เห็นด้วยสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดแต่สสารส่วนใหญ่ในเอกภพไม่สามารถมองเห็นได้สสารมืดไม่ปล่อยหรือดูดกลืนแสงหรือรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ สสารทั่วไปมีสี่สถานะ ของแข็ง/ของเหลว/แก๊ส/พลาสม่า สสารประกอบด้วยอนุภาคมูลฐานสองประเภท ควาร์กและเลปตอน สสารธรรมดาในเอกภพส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเนื่องจากดาวฤกษ์และก๊าซที่มองเห็นได้ภายในกาแล็กซีและกระจุกดาวมีสัดส่วนน้อยกว่า10%ของสสารธรรมดาที่ก่อให้เกิดความหนาแน่นของมวล-พลังงานของเอกภพ สสารธรรมดาและแรงที่กระทำต่อกันสามารถอธิบายได้ในรูปของอนุภาคมูลฐานไม่มีใครรู้โครงสร้างพื้นฐานของมันและไม่ทราบว่ามันประกอบด้วยอนุภาคมูลฐานที่เล็กกว่าหรือไม่อนุภาคมูลฐานอธิบายได้ดีที่สุดด้วยกลศาสตร์ควอนตัม โฟตอนคือควอนตัมของแสงและรูปแบบอื่นๆของรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นพาหะของแรงแม่เหล็กไฟฟ้าโฟตอนมีมวลนิ่งเป็น0
นี่ไม่ใช่เอกสารทางวิชาการแต่อย่างใดแต่มันก็เกือบๆแหละ ผมกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ไว้จบปริญญาโดยเลือกจักรวาลมาเป็นหัวข้อผมกะจะคิดค้นทฤษฎีใหม่ไว้ในวิทยานิพนธ์นี้ด้วยอธิบายเรื่องที่ทฤษฎีฟิสิกส์ทั้งหมดอธิบายไม่ได้ ฟิสิกส์นี่โคตรจะซับซ้อนเลยแฮะ ไม่ใช่แค่สัมพัทธภาพแล้วยังมีทฤษฎีสตริงทฤษฎีควอนตัมกับทฤษฎีอื่นอีกมีเรื่องของอวกาศสามมิติมารวมกับเวลาหนึ่งมิติกลายเป็นแนวคิดกาลอวกาศอีก เพื่อที่คิดทฤษฎีผมออกมานอนบนพื้นหญ้าโล่งๆที่ไม่มีต้นไม้เลยในตอนกลางคืน มองท้องฟ้ายามค่ำคืนผมชอบท้องฟ้าที่ดวงดาวเต็มทั้งท้องฟ้าผมชอบเห็นทางช้างเผือกและกาแล็กซีผมชอบแสงเหนือหรือออโรร่าแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปดู สมองผมแล่นตลอดเวลาอยู่แล้วสมองผมไม่เคยหยุดพักจริงๆจะพูดงั้นผมก็ไม่รู้ว่าถูกไหมแต่ถ้าผมบอกว่าสมองผมไม่เคยหยุดคิดผมมั่นใจว่าถูกแน่ และกำลังคิดทฤษฎีใหม่ที่จะทำให้ทุกทฤษฎีสมเหตุสมผลโดยที่ไม่ต้องมีอะไรมาอธิบายเพิ่มอีก ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องคิดอีก เราสามารถสังเกตุเอกภพได้ในขอบเขตที่จำกัดไม่มีใครรู้ว่าเอกภพมีขอบเขตจำกัดหรือว่าไม่มีที่สิ้นสุดรวมไปถึงเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่สังเกตุได้ถูกจำกัดไว้ที่ค่าที่แคบมากเท่านั้นหากค่าต่างกันเพียงเล็กน้อยจะไม่มีสิ่งมีชีวิตซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่
ถ้าเราค้นหาความจริงเรื่องพวกนี้หรืออธิบายเรื่องพวกนี้ได้ก็จะสามารถคิดทฤษฎีที่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ ตอนที่ผมมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยผมเห็นว่าทุกอย่างมันก็ยังปกติแน่นอนมันควรทำให้ผมคิดทฤษฎีออก แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ทฤษฎีสัมพัทธภาพบอกไว้ว่าผู้สังเกตุการณ์สองคนในสภาพที่ต่างกัน(คน1นิ่งอีกคนเคลื่อนที่)จะมองเห็นเหตุการณ์เดียวกันต่างกัน นั่นหมายความว่าตอนนี้ผมที่อยู่นิ่งๆก็ควรจะสังเกตุเห็นท้องฟ้าแบบเดียวกันกับที่คนนิ่งๆควรจะเห็น แต่ดูเหมือนว่าผมสามารถมองเห็นเหตุการณ์เดียวกันที่แตกต่างกันสองรูปแบบในเวลาเดียวกันได้มันไม่น่าเป็นไปได้เลยในทางทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีสัมพัทธภาพเกี่ยวกับแสงกับสนามความโน้มถ่วงโดยมีเวลาเป็นจุดสังเกตุนี่เป็นเรื่องหลักๆของทฤษฎีสัมพัทธภาพ ดังนั้นในเวลาที่แตกต่างกันก็ควรจะมองเห็นเหตุการณ์ที่ต่างกันด้วย แต่ดูเหมือนเวลาทุกเวลามันจะมารวมกันที่จุดเดียวกันหมด ที่ผม เพราะผมสามารถมองเห็นเหตุการณ์เดียวกันที่แตกต่างกันทุกรูปแบบได้ในเวลาเดียวกันพร้อมๆกัน ผมเห็นแสงแปลกประหลาดบนท้องฟ้าและบนพื้นโลกด้วยผมมองเห็นวัตถุดำๆแปลกประหลาดบนท้องฟ้าด้วย จากนั้นเทหวัตถุทั้งหมดก็เคลื่อนที่ออกห่างจากกันแต่ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ว่างบนท้องฟ้าจะเพิ่มขึ้นมีเทหวัตถุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นจำนวนมากในพื้นที่ว่างเหล่านั้น ทั้งๆที่ไม่มีอะไรแต่ผมสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างชนกับตัวผมผมมองไม่เห็นอะไรเลยถ้าอะไรในทางวิทยาศาสตร์ที่มองไม่เห็นแล้วล่ะก็มันน่าจะเป็นพลังงานมืดไม่ก็สสารมืดทั้งสองอย่างนี้มันมองไม่เห็นสังเกตุเห็นได้ไม่ชัดมีลำแสงประหลาดพุ่งใส่ผมแล้วมันก็ผลักผมลากดึงผมระยะหนึ่งโฟตอนมันมวลเป็น0มันมีปฏิสัมพันธ์พื้นฐานในระยะไกลได้แต่ผมไม่มั่นใจว่าโฟตอนทำแบบนี้ได้จากนั้นผมก็เห็นจุดเล็กๆแปลกประหลาดจำนวนมากบนท้องฟ้า แล้วก็มีสิ่งมีชีวิตประหลาดโพล่มาบนท้องฟ้าทำให้ผมพร้อมที่จะวิ่งหนีหาที่ซ่อน สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีอวัยวะมีแต่หนวดเท่านั้น แล้วผมก็ค้นพบ สิ่งมีชีวิตหนวดนั่นสามารถควบคุมคุณสมบัติทั้งหมดของจักรวาลทั้งจักรวาลได้และทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นสิ่งที่ยังไม่ค้นพบอย่างเช่นแทคิออนและสิ่งที่อยู่ในสมมติฐานในทฤษฎีฟิสิกส์ทุกทฤษฎีได้ทำให้ผมมองเห็นเวลาจนมองเห็นทั้งกาลอวกาศได้รวมไปถึงควาร์กและเลปตอนได้
สิ่งมีชีวิตหนวดนั่นเหมือนจะมีความสามารถมากกว่าที่ผมคิดไว้ ท้องฟ้าเริ่มบิดเบี้ยวอย่างแปลกประหลาดดวงดาวเหมือนจะระเบิดหลอมละลายและหลอมรวมใหม่ลำแสงแปลกประหลาดพุ่งออกมาจากสิ่งมีชีวิตหนวดนั่นคุณสมบัติของโฟตอนของลำแสงของสิ่งมีชีวิตหนวดรุนแรงกว่าที่โฟตอนในทฤษฎีฟิสิกส์อธิบายไว้ในทางทฤษฎีเราสามารถมองเห็นคุณสมบัติของโฟตอนได้ในระดับจุลทรรศน์แต่นี่ผมเห็นคุณสมบัติของโฟตอนทั้งหมดได้ด้วยตาเปล่า มันปล่อยวัตถุแปลกประหลาดออกมาจากตัวมันในทั้งสี่สถานะของแข็งของเหลวและพลาสม่า พลังงานเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสร้างได้และไม่สามารถทำลายได้มันมีของมันเองอยู่แล้ว แต่สิ่งมีชีวิตหนวดนั่นสามารถสร้างพลังงานได้สามารถสร้างพลังงานมืดได้สามารถสร้างควาร์กและเลปตอนได้จนสามารถสร้างสสารธรรมดาสามารถสร้างโฟตอนรวมไปถึงรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าได้ทุกชนิด มันสามารถควบคุมบิดเบือนสร้างและทำลายแรงทุกแรงตั้งแต่แรงมหภาคไปจนถึงแรงที่อธิบายในรูปของอนุภาคมูลฐานได้ควบคุมสร้างและทำลายโฟตอนรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานพลังงานมืดสสารธรรมดาควาร์กเลปตอนได้สัตว์ประหลาดตัวนั้นสามารถปล่อยพลังงานมืดสสารมืดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตัวมันได้ ขยายหรือลดขนาดและควบคุมอวกาศได้ ย้อนเวลาไปอนาคตได้ทำให้เวลาเดินช้าลงหรือเดินเร็วขึ้นได้ทำให้เวลาเดินถอยหลังก็ได้ มันควบคุมกาลอวกาศทั้งหมดได้ และควบคุมแรงโน้มถ่วง แรงนิวเคลียร์ แรงแม่เหล็กไฟฟ้าได้ รู้สึกต้นไม้แต่ละต้นมันจะสูงเกินความสูงเฉลี่ยของมันยังกับมันโตไวเท่าต้นไผ่แน่ะ น้ำจากก๊อกก็รู้สึกว่ามันจะไหลแรงขึ้นกว่าปกติทุกวันทุกวัน ไม่มีใครมากวาดถนนเลยหรือไงนะ?รู้สึกว่าใบไม้มันจะรกถนนขึ้นมากกว่าแต่ก่อนอีก ดินเริ่มแปลกต้นไม้เริ่มแปลกพวกสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงก็ดูเริ่มแปลกไป คุณว่าแปลกผิดปกติไหม? แล้วลมแรงมากๆก็เริ่มพัดจนทุกอย่างสั่นไหวไปหมด แสงดูจะแปลกประหลาดเหมือนแสงสะท้อนจากเพชร ทุกอย่างดูสว่างสุกใสแต่ก็มืดครึ้มในเวลาเดียวกัน "เงา"มัน"มืดกว่าปกติจนมองด้วยตาเปล่าก็รู้เลยว่ามันผิดปกติ เหมือนว่าเวลาเวฟของมันก็ดูจะยาวนานกว่าวิ่งมาราธอนอีก นาฬิกาของทุกคนในที่นั้นก็ดูจะไม่ตรงกันเลย และผมรู้สึกว่าเหมือนพื้นที่มันจะขยายตัวออกไปไร้ที่สิ้นสุดซะอีก ผมตัดสินใจวิ่งกลับเข้าบ้านแต่อย่างที่บอกรู้สึกว่าเหมือนพื้นที่มันจะขยายตัวออกไปไร้ที่สิ้นสุดซะอีก การวิ่งภายใต้ความมืดนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นการหนีจากอะไรบางอย่างจากสิ่งที่เราไม่มีวันวิ่งหนีพ้น เหมือนกับการวิ่งหนีจากตัวเอง เหมือนกับการวิ่งหนีจากจักรวาล รู้สึกรอบๆตัวมันบิดเบี้ยวมากขึ้น พื้นดินเริ่มไม่สม่ำเสมอ ต้นไม้รูปร่างไม่สมส่วน ภูเขา ผืนน้ำ ใบไม้ พื้นดิน เริ่มมีสันฐานที่อสมมาตร ยิ่งวิ่งยิ่งรู้สึกว่าทางมันยาวขึ้น ผมหันหลังกลับไปมองไปบนท้องฟ้า สิ่งมีชีวิตหนวดนั่นยังอยู่บนท้องฟ้า ผมวิ่ง ทางยิ่งยาวขึ้น สัตว์ประหลาดหนวดยังอยู่ที่เดิม มันเหมือนกับว่าทั้งผมและสัตว์ประหลาดหนวดนั่นยังอยู่ที่เดิม
ผมวิ่งมาถึงรถยนต์คันหนึ่ง ผมขับรถยนต์ออกไปไกลแสนไกล เห็นแต่เพียงท้องฟ้ายามค่ำคืน
ผมแหงนขึ้นไปมองท้องฟ้ารู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางทะเลดาวกว้างใหญ่ไพศาล พร้อมๆกับเหตุการณ์จากความสามารถของสัตว์ประหลาดหนวดตัวนั้น
ผมไม่มีเข็มทิศ ผมไม่มีแผนที่ ผมไม่มีโทรศัพท์ และก็ไม่มีวิทยุ
ผมเรียกใครมาช่วยไม่ได้
ขับรถยนต์ตรงไปเรื่อยๆเร่งความเร็วขึ้น
ผมนึกได้ว่าผมใส่นาฬิกาข้อมือไว้ที่แขนซ้าย ผมดูนาฬิกาของผม สี่ทุ่มตรง
มองเห็นเพียงแต่ทะเลดาว ไม่มีผู้คน
มันมืด มืดจนแทบมองนาฬิกาไม่เห็น
ผมไม่รู้ว่าจะต้องไปต่อตรงไหน โทรหาใครไม่ได้ เรียกใครมาช่วยไม่ได้
มีกองทัพแมลงสาบยักษ์ยาวซักหนึ่งเมตรสูงห้าสิบเซนติเมตรวิ่งมาหาตรงเข้าหาผมประหนึ่งขบวนรถติดยาวในยามที่รถติดที่สุดและแสนแน่นขนัดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอย่างน้อยๆก็สมัยที่ผมเห็นตอนอนุบาล
ผมขับรถทับแมลงสาบที่แสนใหญ่โตเหล่านั้น
เหล่าแมลงสาบที่โดนรถทับจนแบนเหล่านั้นหนวดของมันขยับดูเหมือนกับว่ามันยังไม่ตาย หนวดของมันดิ้นอย่างรุนแรง
บรรดาแมลงสาบยักษ์เหล่านั้น ตอนนี้อวัยวะภายในของมันทะลักออกมาเกลื่อนเต็มพื้น
ผมขับรถทับพวกแมลงสาบยักษ์ไปดรื่อยๆ ทับมันอีก ทับมันอีก อวัยวะภายในของแมลงสาบเหล่านั้นกระจุยกระจาย
ตอนนี้บนพื้นมีเพียงอวัยวะที่แยกออกจากกันของบรรดาแมลงสาบเหล่านั้น
คุณตัดสินใจกัดส่วนหัวของมันทั้งหมดโดยเว้นหนวดของมันไว้ หนวดของมันก็ดิ้นอย่างแรง
ยังมีฝูงแมลงสาบนับพันฝูงวิ่งตรงเข้ามาเรื่อยราวกับว่าแมลงสาบพวกนี้มันแยกร่างได้นับพันร่าง
ทุกครั้งที่ผมขับรถทับพวกมัน เครื่องในของพวกมันจะทะลัก
และอวัยวะของพวกมันก็จะย้อมเต็มพื้นดินเหมือนกับกระดาษวาดรูปที่เปื้อนโคลนสีน้ำตาล
ผมไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรต่อ
ท้องฟ้าไม่มีแสงจันทร์ มีแต่ดวงดาวเต็มทั้งท้องฟ้า
อยู่ๆรถก็ดูเหมือนถูกอะไรบางอย่างกระแทกอย่างแรง
ฝูงแมงมุมตัวใหญ่สีน้ำตาลขายาว ตัวของมันใหญ่กว่าเด็ก ขายาวเท่าคนที่สูงร้อยแปดสิบเซนติเมตร
ผมมองไปรอบๆแล้วเห็นว่านอกจากฝูงแมงมุมยักษ์แล้วยังมีตะขาบยักษ์ ถ้าถนนสายไหนที่ยาวซักร้อยเมตรบรรดาตะขาบยักษ์เหล่านี้ก็ยาวเท่านั้นแหละ ตะขาบยักษ์ยาวร้อยเมตร
ผมเร่งความเร็วของรถยนต์ให้เร็วขึ้นมากไปกว่าเดิม ขับรถทับบรรดาแมงมุมและตะขาบยักษ์เหล่านั้น ฝ่าพวกมันไปให้เร็วยิ่งกว่าตอนขับรถฝ่ากองทัพแมลงสาบยักษ์
มีควันลอยมาเต็มพื้นที่ ผมมองไม่เห็นต้นไม้แล้ว.ผมมองไม่เห็นดวงดาว คุณมองไม่เห็นอะไรเลย ผมเห็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือควัน
ผมไปไหนไม่ได้เพราะผมมองทางไม่เห็นเพราะควัน
คุณเหม็น คุณแสบตา คุณระคายเคืองคอ คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้
สักพักหนึ่ง ควันเริ่มจางลง จากนั้นควันก็หายไปทั้งหมด
ผมมองเห็นต้นไม้ทุกต้น มันยังคงอยู่ในรูปทรงเดิมของมันแต่มันกลายเป็นถ่านสีดำทุกต้น
ต้นไม้ทุกต้นยังคงเป็นต้นแต่มันกลายเป็นถ่านทั้งหมด
ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นกลายเป็นถ่านสีดำที่ตั้งตระหง่าน
แม้แต่หญ้าบนพื้นก็ยังเป็นสีดำและเหี่ยวแห้ง
ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว
ผมขับรถไปที่แม่น้ำซึ่งมีสะพานข้าม ส่วนน้ำในแม่น้ำนั้นก็เป็นน้ำเน่า ที่นี่บ้านคนตั้งริมน้ำตั้งอยู่เรียงรายกันไปทั้งสองฟากแม่น้ำ
ผมขับรถขึ้นสะพาน
แล้วคุณก็เห็นบ้านริมน้ำที่อยู่ต่อหน้าคุณถล่มลงน้ำเน่าทีละหลังทีละหลังเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ
ผมหันหลัง
ผมเห็นบ้านริมน้ำถล่มลงไปในน้ำเน่าเรียงไปทีละหลังเหมือนกัน
บ้านทุกหลังริมสองฝั่งแม่น้ำถล่มลงไปในน้ำเน่าหมดแล้วทุกหลัง รวมถึงผู้คนด้วย
ผู้คนที่อยู่ในแม่น้ำเน่าพยายามว่ายน้ำขึ้นฝั่งแต่พวกเขาขึ้นฝั่งไม่ได้ พวกเขาทุกคนในน้ำเน่าเหมือนถูกอะไรบางอย่างฉุดลงไปใต้น้ำ แล้วพวกเขาทุกคนก็จมลงไปในน้ำอย่างสมบูรณ์
ผมมองน้ำเน่า
ผมตัดสินใจจะขับรถข้ามสะพานนั้นต่อไปยังอีกฝั่ง
ผมรู้สึกบางอย่าง
ผมหันหลังไป
สะพานไม้ด้านหลังผมกำลังถล่มลงไปในน้ำเน่า
ผมขับรถด้วยความเร็วสูงสุด
ผมขับรถข้ามสะพานมาจนถึงอีกฝั่ง ผมหันหลังกลับไปมองอีกครั้ง
สะพานค่อยๆถล่มลงไปในน้ำเน่า จนตอนนี้สะพานก็ถล่มลงน้ำเน่าทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
ผมขับรถต่อไป จนตอนนี้ผมผ่านลานทิ้งขยะขนาดใหญ่พร้อมด้วยกองขยะขนาดใหญ่ ผมขับรถผ่านมันไป
เกิดเสียงระเบิดขึ้น
ผมหันหลังกลับไปมอง เปลวไฟมาจากกองขยะ
เปลวไฟลุกไหม้กองขยะ คนกลุ่มหนึ่งอยู่ในกองขยะ เขาพยายามจะเดินออกมาแต่เขากลับจมลงไปในกองขยะเรื่อยๆ
ตอนนี้มีแค่หัวของพวกเขาโผล่ออกมาจากกองขยะ พวกเขาพยายามเรียกให้ช่วยแต่พวกเขาก็จมหายลงไปในกองขยะทั้งตัวแม้แต่ส่วนหัว
แล้วกองขยะด้านบนก็ไถลถล่มลงมาทับพวกเขาซ้ำ
ผมอยู่บนถนนซึ่งขยะเกลื่อนกลาดทั้งสองข้างทาง
จู่ๆก็มีแสงฟ้าแลบเกิดขึ้น ผมมองไปที่นาฬิกา สี่ทุ่มครึ่ง
ผมมองไปที่ท้องฟ้า หนวดของสัตว์ประหลาดตัวที่อยู่บนท้องฟ้าสั่นไหวอย่างรุนแรง
จากนั้นผืนดิน ภูเขา ต้นไม้ ใบไม้ ต้นหญ้า ดวงดาว และท้องฟ้าก็บิดเบี้ยว จากนั้นทั้งจักรวาลก็บิดเบี้ยว มีแสงวาบประหลาดเกิดขึ้น แล้วทุกอย่างก็ระเบิดพินาศ
จบ
กติกาคือ กอดได้แต่ห้ามรัก เมื่อหัวใจถลำรัก เธอควรฉีกกติกานั้นหรือถอยห่างจากกันดี “มนเหมือนเด็กขาดความอบอุ่นที่ต้องได้รับการบำบัด” “ยังไง” สายตาคมไหวเหมือนจะยิ้มได้ ทำมนสิชาหน้าร้อนผ่าว ทั้งที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ กลับเหมือนมีเปลวแดดมาลูบแก้มให้ร้อนวูบวาบ สีหน้าและลักษณะการเอียงคอมองอย่างใคร่รู้ของหญิงสาวชวนให้หนุ่มทั้งแท่ง เลือดร้อนฉ่าใคร่ลงมือสาธิตการบำบัดเสียเดี๋ยวนี้ “อย่าทำหน้าแบบนั้น” “แบบไหน” เธอนิ่วหน้า งงจัดจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งมารยา กฤษฎิ์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กวาดสายตายิ้มได้ ลูบไล้นวลแก้มละมุนที่เริ่มซับสีเรื่อ แล้ววกกลับมาสบตาคู่งาม “แบบที่กำลังมอง สนใจ ใคร่รู้ มันทำให้ผู้ชายเกิดอารมณ์ ไม่รู้หรือ” บ้าจริง! มนสิชาหน้าม้าน หลบตาวูบ เบี่ยงหน้าหนีจากใบหน้าคมเข้มอย่างรวดเร็ว ใจหวามไหว ทำลมหายใจติดขัด เสียงหัวเราะที่ดังจากลำคอหนาเบาๆ ยิ่งสร้างความอับอายแก่เธอ ตาคมหรี่หลุบทอดมองนวลแก้มปลั่ง เขารู้ว่าเธออายจริงๆ ไม่ใช่มารยาหญิงแบบผู้หญิงที่เคยเจอ แบบนี้แหละที่เขาสนใจ ขี้อายแต่อยากรู้ บางครั้งเข้าใจยากแต่...น่าเอาเป็นบ้า!
Sign on love ❤️ เดิมพันรัก มาเฟียร้าย กรรฐ์ กวีวัธน์ พิสิฐกุลวัตรดิลก มาเฟียในคราบชุดกาวน์ที่ยอมสลัดคราบผู้ชายเย็นชากระโจนเข้าสู่หลุมพรางของเธอ เธอชอบเขา...เขารู้ แล้วที่เขาชอบเธอ...เธอนั้นรู้หรือยัง ? มีน มินตรา อดิพัทธ์เรืองรัตนกุล ดารานางแบบสาวสวยชื่อดังที่คนชอบมองว่าหยิ่งแท้จริงแล้วนิสัยดี จริงใจ รักเพื่อนฝูง กล้าได้กล้าเสีย โบราณบอกเอาไว้ว่ามารยาหญิงมีร้อยเล่มเกวียนถ้าอย่างนั้นเธอก็จะของัดมาสักเล่มเพื่อยั่วเขาให้ตกหลุมพรางของเธอก็แล้วกัน เขาชอบเธอ...เธอไม่เคยรู้ แล้วที่เธอชอบเขา...เขารู้หรือยัง ?
เพราะความเมตตาจากสวรรค์ ทำให้นางผู้ซึ่งสิ้นอายุขัยในวันที่คลอดลูก ได้กลับมาเกิดใหม่ ในร่างของคุณหนูสามผู้โง่เขลา บุตรีของท่านเจ้าสำนักศึกษาตระกูลหลี่
คืนก่อนขึ้นดอยบรรดานายช่างต้องมีปาร์ตี้สังสรรค์กันบ้าง แต่เธอดื่มเกินลิมิตไปหน่อย รู้ตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้าพร้อมกับมีร่างของผู้ชายคนเดิมที่เคยเจอกันเมื่อหลายปีก่อนนอนอยู่ข้างๆ
ที่งานหมั้น มู่ซินยวี่ดื่มเหล้าเข้าไปจนรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว เมื่อเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย เธอจึงพุ่งเข้าไปหาและจูบอย่างหลงใหล “คุณสามีจ๋า ฉันอยาก...” หลังจากเกิดอะไรบ้าคลั่งมาคืนหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าชายที่อยู่ข้างกายเธอคือ เสิ่นเจียสวี่ ลูกพี่ลูกน้องนักบินของคู่หมั้น! “ตอดรัดแน่นมาก ชอบมากเลยเหรอ?”พอเสียงแหบ ๆ เบา ๆ นี้ลอยเข้าหูมา ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเสียงคู่หมั้น เสิ่นเจียหวิน ตะโกนโวยวายอยู่หน้าประตู เสิ่นเจียสวี่เอาเสื้อสูทคลุมหัวเธอเพื่อพาเธอออกมาแต่ก็ยื่นเงื่อนไขโหดร้าย “มาเป็นกิ๊กของฉัน ไม่งั้น...ลองเดาดูสิว่าตระกูลเสิ่นจะมองเธอเป็นหญิงสำส่อนยังไง ?” มู่ซินยวี่กัดฟันรับข้อเสนอ แค่อยากจะหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ แต่กลับพบว่าเสิ่นเจียสวี่คือกัปตันเครื่องบินของเธอ ในห้องพักบนเครื่องบินสูงหมื่นเมตร เขาจับเอวเธอ "คิดหนีเหรอ? เที่ยวบินนี้ฉันเป็นเป็นหลัก" เธอกล้ำกลืนเอาไว้เพื่อรักษาบริษัทที่แม่ทิ้งไว้และพ่อที่ป่วยหนักของเธอ แต่กลับได้ยินเสิ่นเจียหวินเยาะเย้ยว่า “คุณหนูที่ตกอับ เล่นสนุกแค่แป๊บเดียวก็เบื่อแล้ว!” และเห็นเขากอดมู่อยู่อู่ น้องสาวบุญธรรม พร้อมทุ่มเงินฟุ่มเฟือย! มู่ซินยวี่รู้สึกใจหาย เอาล่ะ การหมั้นนี้ เธอไม่เอาแล้ว เธอหันหลังไปหาเสิ่นเจียสวี่ที่มีอำนาจมากกว่า “ช่วยฉันถอนหมั้น ฟื้นฟูบริษัท แล้วฉันจะยอมตามใจคุณ” ชายหนุ่มมีประกายตาแห่งความต้องการเป็นเจ้าของ “ตกลง จำไว้ จากนี้ไป เธอต้องเป็นของฉันเท่านั้น” ตั้งแต่นั้น ชีวิตของมู่ซินยวี่ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจียงว่านหนิงรักเย่เชินมานานหลายปี เธอที่มักจะว่านอนสอนง่ายและน่ารักเสมอ ได้สักลายเพื่อเขาและยอมทนอยู่ใต้อำนาจผู้อื่น เมื่อเธอถูกทุกคนใส่ร้ายจนโดนตำหนิ เขากลับนิ่งเฉยและยังถึงขั้นให้เธอคุกเข่าให้แฟนเก่าของเขาอีกด้วย เธอที่รู้สึกอับอาย ในที่สุดก็หมดหวัง หลังจากยกเลิกการหมั้น เธอก็หันไปแต่งงานกับทายาทพันล้านทันที คืนนั้นเอง ใบทะเบียนสมรสของทั้งคู่ก็กลายเป็นข่าวฮิตบนโลกออนไลน์ เย่เชินที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกาจที่สุดก็เริ่มวิตกและพูดออกมาด้วยความโกรธว่า "อย่าเพ้อฝันไปเลย นายคิดว่าเธอรักนายจริงๆ งั้นเหรอ เธอแค่ต้องการใช้พลังอำนาจของตระกูลฟู่เพื่อแก้แค้นฉันเท่านั้นเอง" ฟู่จิงเซินจูบหญิงสาวในอ้อมกอดและตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจว่า "แล้วจะเป็นไรไปล่ะ ก็พอดีว่าฉันมีทั้งเงินและอำนาจนี่"
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY