ลดาวัลย์ก้มลงมองตัวเอง เธอสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผู้ชายตัวโคร่ง กลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงที่ไม่ใช่ของรัฐศาสตร์ สามีของเธอ ยังคงติดอยู่จาง ๆ ในอากาศ กลิ่นนั้นทำให้ของเธอปั่นป่วน
ความเจ็บปวดระบมไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะส่วนที่บอบบางที่สุด ความรู้สึกฉีกขาดทำให้หัวใจของเธอร่วงหล่นลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ภาพความทรงจำขาด ๆ หาย ๆ ไหลเข้ามาในหัวราวกับฟิล์มหนังที่ถูกตัดต่ออย่างเลวร้าย... มีคนบังคับกรอกเหล้าเข้าปาก... ร่างกายที่ถูกลากเข้าไปในห้อง... ความอัปยศอดสูที่ทำให้เธออยากจะตายไปเสียให้พ้น ๆ
เธอถอยกรูดไปจนชิดหัวเตียง สองแขนกอดตัวเองไว้แน่นราวกับจะปกป้องสิ่งที่แหลกสลายไปแล้ว ดวงตาเบิกกว้างกวาดมองไปรอบห้องอย่างตื่นตระหนก แต่ห้องกลับสะอาดสะอ้านเกินไป ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีอะไรเลย
เธอบังคับตัวเองให้ลุกจากเตียง ขาของเธออ่อนแรงจนแทบล้มลงไปกองกับพื้น ต้องใช้มือยึดโต๊ะข้างเตียงไว้เพื่อพยุงตัวให้ยืนอยู่ได้
บนโต๊ะนั้นเอง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นนามบัตรใบหนึ่ง มันถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา ตัวอักษรสีทองสลักคำว่า "กิตติธรากุล กรุ๊ป"
บริษัทของรัฐศาสตร์... สามีของเธอ
หัวใจของเธอเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง เป็นเขาเหรอ หรือว่าเป็นคนที่เขาจัดหามา
ความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังอย่างรุนแรงทำให้เธอหายใจไม่ออก
เธอมองหามือถือของตัวเอง มันวางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ นามบัตร เธอตัวสั่นเทาขณะหยิบมันขึ้นมา หน้าจอไม่มีสายที่ไม่ได้รับหรือข้อความใด ๆ จากเขา ตลอดทั้งคืนที่เธอหายไป เขาไม่เคยคิดจะติดต่อมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจของเธอ ลดาวัลย์กัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่นจนได้รสคาวเลือด ซึ่งเป็นนิสัยที่เธอทำเสมอเมื่อรู้สึกเครียดจัด เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี กดโทรออกไปยังเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ
เสียงสัญญาณดังอยู่นานจนเธอเกือบจะวางสายไปแล้ว ในที่สุดเขาก็รับ
เสียงจอแจของการประชุมดังเล็ดลอดออกมาจากปลายสาย
"มีอะไรก็รีบพูดมา ผมไม่มีเวลา" น้ำเสียงเย็นชาและไม่ของรัฐศาสตร์ดังขึ้น ราวกับใบมีดที่กรีดลงบนหัวใจของเธอ
เสียงของลดาวัลย์สั่นเครือปนสะอื้น “คุณรัฐศาสตร์ ช่วยฉันด้วย... เมื่อคืนฉัน...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เขาก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ลดาวัลย์ คุณจะเล่นละครอะไรอีก เพื่อเงินนี่คุณทำได้ทุกอย่างจริง ๆ สินะ”
คำพูดของเขาโหดร้ายเกินไป
“ถ้าคุณต้องการเงิน ก็ไปขอจากแม่บ้าน อย่าใช้วิธีน่าสมเพชแบบนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผม”
ทันใดนั้น ลดาวัลย์ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่แฝงไปด้วยความเอาแต่ใจดังขึ้นจากปลายสาย “พี่รัฐคะ ใครโทรมาเหรอคะ” เป็นเสียงของพิชามญชุ์ น้องสาวของเขา
น้ำเสียงของรัฐศาสตร์อ่อนโยนลงทันที “ไม่มีอะไรหรอก แค่โทรศัพท์ไร้สาระ”
คำว่า “ไร้สาระ” ทำลายกำแพงป้องกันสุดท้ายของลดาวัลย์จนพังทลายลงมา เธอถือโทรศัพท์นิ่ง ตัวเย็นเฉียบไปทั้งตัว
เธอได้ยินเขาพูดกับเธอผ่านโทรศัพท์อีกครั้ง “ผมไม่อยากรับโทรศัพท์แบบนี้อีก ถ้าคุณทำตัวสงบเสงี่ยมในฐานะ ‘คุณผู้หญิงแห่งบ้านกิตติธรากุล’ ต่อไป เงินที่คุณได้จะไม่น้อยลงแน่นอน แต่ถ้าไม่... ก็ไสหัวไปซะ”
"ติ๊ด"
โทรศัพท์ถูกตัดสายไปอย่างไม่ไยดี เหลือเพียงเสียงสัญญาณว่างเปล่าที่ดังอยู่ในหู
ลดาวัลย์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน ความหวังสุดท้ายที่เธอเคยมีได้มอดดับลงจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
เธอมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ สภาพของเธอดูไม่ได้เลย รอยจ้ำสีม่วงช้ำปรากฏอยู่เต็มลำคอ เป็นหลักฐานของความป่าเถื่อนที่เธอได้รับ
ความอัปยศ ความโกรธ และความสิ้นหวังผสมปนเปกัน ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน
เธอเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ แววตาเปลี่ยนจากอ่อนแอเป็นแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอหาเศษกระดาษจากสมุดโน้ตของโรงแรมและปากกามา บรรจงเขียนตัวอักษรทีละตัว "ใบหย่า"
เธอสวมชุดเดรสที่ถูกฉีกขาดของตัวเองกลับเข้าไปใหม่ อดทนต่อความเจ็บปวดของร่างกาย เดินออกจากประตูโรงแรมอย่างแน่วแน่
แสงแดดยามเที่ยงของกรุงเทพฯ สาดส่องจนเธอแสบตา เธอโบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
"ไปที่ตึกกิตติธรากุล กรุ๊ปค่ะ" เธอบอกคนขับรถ น้ำเสียงเรียบเฉยจนน่ากลัว
บนรถ เธอเหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในใจของเธอว่างเปล่าราวกับสุสาน
เธอหยิบมือถือขึ้นมา พิมพ์ข้อความส่งหาอำพร แม่ของเธอ “แม่คะ หนูตัดสินใจจะหย่ากับคุณรัฐศาสตร์แล้ว”
เธอกำใบหย่าที่เขียนด้วยลายมือของตัวเองไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด